เดินทางใกล้ กับ Little Miss Sunshine

Home / วิจารณ์หนัง / เดินทางใกล้ กับ Little Miss Sunshine

ศศิ วัน

 

หลายคนชอบเดินทาง เพราะนอกจากมันจะช่วยเปิดสายตาให้ได้เห็นผู้คนหรือสถานที่ใหม่ๆ แล้ว บ่อยครั้งมันก็ยังช่วยเปิดหัวใจให้พวกเขาได้รู้จักตัวเองมากขึ้นอีกด้วย

และด้วยเหตุผลเดียวกันนี้เอง ที่ทำให้หลายคนชอบสร้าง (หมายถึงผู้กำกับฯ) และชอบดู (หมายถึงผู้ชม) หนังตระกูล “Road Movie” นักหนา

แต่ถ้าใครยังไม่เคยออกเดินทาง และยังไม่เคยลิ้มลองหนังประเภทนี้ เราแนะนำให้คุณเริ่มต้นกับ “Little Miss Sunshine” เพราะนอกจากมันจะได้รับการการันตีคุณภาพจากการได้เข้าชิงรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยมครั้งล่าสุดแล้ว ยังได้รับการยืนยันความสนุกและประทับใจจากผู้ชมมาแล้วหลายประเทศ โดยเฉพาะในเทศกาลภาพยนตร์ซันแดนซ์ ที่ผู้ชมพร้อมใจกันลุกขึ้นปรบมืออย่างกึกก้อง (standing ovation) จนเป็นจุดเริ่มต้นแห่งชื่อเสียงของหนังเรื่องนี้มาแล้ว

“Little Miss Sunshine” เปิดเรื่องด้วยการแนะนำตัวละครที่ชื่อ แฟรงก์ (สตีฟ คาร์เรล) ชายหนุ่มที่ต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาล เพราะเพิ่งตัดสินใจฆ่าตัวตายเนื่องจากช้ำรักจากแฟน (หนุ่ม)มาหมาดๆ ในตอนนี้เราได้รับรู้ว่าเขาคือคนป่วยที่ต้องการการเยียวยา

แต่เมื่อพี่สาวของแฟรงก์ที่ชื่อ เชอรีล (โทนี่ คอลเลต) มารับเขาไปอยู่ที่บ้านด้วย เพราะเกรงว่าการอยู่ลำพังจะทำเขาให้คิดสั้นอีก เราก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ใครกันแน่ที่ป่วย?”

ระหว่าง ริชาร์ด (เกร็ก คินเนียร์) สามีผู้หมกมุ่นอยู่กับการ “ต้องเป็นที่หนึ่งให้ได้,” ดเวย์น (พอล ดาโน) ลูกชายคนโตที่ปฏิญาณตนว่าจะไม่พูดจากับใครจนกว่าจะได้เข้าโรงเรียนนักบิน แถมยังประกาศตัวไว้อย่างชัดเจนว่า “ผมเกลียดทุกคน” ไม่เว้นแม้แต่คนในครอบครัวตัวเอง, โอลีฟ (อบิเกล เบรสลิน) ลูกสาวคนเล็ก ที่หมั่นซ้อมท่าดีใจของนางงามที่ชนะการประกวดอยู่เป็นอาจิณ แถมยังมุ่งมั่นจะเป็นผู้ชนะในเวทีนี้ให้ได้สักครั้งในชีวิต หรือ เอ็ดวิน (อลัน อาร์กิน) คุณปู่จอมซ่าที่คอยเชียร์หลานๆ วัยกระเตาะให้ลองยาและหญิง เพราะแกเองก็นิยมอย่างนั้นอยู่แม้จะอายุปูนนี้แล้วก็ตาม

คุณสมบัติของตัวละครเหล่านี้ น่าจะทำให้ “Little Miss Sunshine” กลายเป็นหนังชีวิตที่ดูไปขมวดคิ้วไปได้ไม่ยาก แต่ทันทีที่พวกเขาตัดสินใจยกโขยงกันก้าวขึ้นรถเพื่อพาหนูน้อยโอลีฟ ไปประกวดในเวที “Little Miss Sunshine” หนังก็พลิกตัวเองให้ครื้นเครงได้อย่างน่ามหัศจรรย์

โดยเฉพาะฉากที่พวกเขาต้องวิ่งขึ้นรถเพราะมันไม่สามารถจอดนิ่งๆ ได้ น่าจะทำให้ใครหลายคนอมยิ้มจนถึงขั้นระเบิดเสียงหัวเราะได้ไม่ยาก

นอกจากครอบครัวนี้จะสร้างอารมณ์ขันให้เราได้ตลอดทั้งเรื่องแล้ว การเปลี่ยนแปลงในชีวิตของพวกเขาในช่วงการเดินทางนี้ยังทำให้เราได้ขบคิดอะไรหลายๆ อย่างด้วย

“ถ้าตื่นขึ้นมาโดยจำความพ่ายแพ้หรือความล้มเหลวในชีวิตไม่ได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไร” นี่คือคำถามสำคัญที่หนังเรื่องนี้ชวนให้เราหาคำตอบ

ดูเสร็จแล้วอาจไม่ต้องถึงกับแพคกระเป๋าออกเดินทางไกล

เพราะแค่เดินทางใกล้ด้วยการหยุดถามใจตัวเองก็น่าจะได้คำตอบที่ดีไม่แพ้กันเลย

ที่มาจากหนังสือพิมพ์