ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอน ประกาศอิสรภาพ มันส์พะย่ะค่ะ!

Home / วิจารณ์หนัง / ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ตอน ประกาศอิสรภาพ มันส์พะย่ะค่ะ!

บทสรุปที่บอกได้ถึงหนังเรื่องนี้ก็คือ นี่คือการนำเอาตำนานมาเล่าได้อย่างออกรสทั้ง รัก โศก ตลก แอ็กชัน โดยไม่ลืมแม้กระทั่ง มุกบังคับ ในหนังไทยคือ มุกเกย์ กะเทย ที่ในเรื่องนี้ออกมาแบบ แอ๊บแมน แค่พอขำขำ (ขออนุญาตไม่สาธยายให้ไปดูในหนังกันเอง) จะขาดก็แต่ มุกผีหลอก อีกหนึ่ง มุกบังคับ ของหนังไทยเท่านั้น

หลังจากที่ ท่านมุ้ย ใช้ชื่อหนังเรื่องนี้ว่า ตำนาน… ที่เหมือนบอกเป็นนัยว่า นี่เป็นหนังที่สร้างจากเรื่องเล่าสืบต่อกันมานะ ไม่ใช่หนังประวัติศาสตร์ เต็มรูปแบบ รวมทั้งหลังจากที่ได้ดูภาคแรก ได้เห็นฉากที่องค์ดำในวัยเด็กวาดลวดลาย เณรน้อยเส้าหลิน กระโดดเตะผู้ร้าย ผมก็รีบปรับ เครื่องรับ ให้ตรงกับ เครื่องส่ง ของท่านมุ้ย ที่น่าจะตั้งใจสร้างเรื่องนี้เพื่อหวังให้เป็น หนังอิงประวัติศาสตร์ในรูปแบบของหนังบันเทิง ที่หวังให้ดูสนุกทุกเพศทุกวัยเสียมากกว่า

ซึ่งน่าจะเป็นการดีกว่าสำหรับผู้ชม เพราะว่าถ้าคุณตั้งใจจะดูเพื่อเป็น หนังประวัติศาสตร์ คุณอาจจะต้องเกิดคำถามตามมาอีกว่า ทำไมเป็นอย่างนั้นอย่างอย่างนี้ ทำไมไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ที่อาจทำให้หนักสมองจนดูหนังไม่สนุกเพราะปวดกะโหลก สู้ดูแบบ เอาบันเทิง รับรองว่าคุณจะได้ความบันเทิงที่คุ้มค่า

เพราะถ้ามองในแง่หนังบันเทิง นี่ก็คือ หนังที่สนุกครบรส รัก โศก ตลก บู๊ โดยมีเนื้อหาส่วนที่ อิงประวัติศาสตร์ มาช่วยทำให้เนื้อหาของหนังดูหนักแน่นจริงจัง น่าเชื่อถือยิ่งขึ้น

ความบันเทิงที่ฉายแววในภาคแรกยิ่งฉายชัดมากขึ้นในภาคนี้ ที่กลายเป็น หนังแอ็กชันพันธุ์ไทยคุณภาพเยี่ยมที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่สร้างกันมาเลยทีเดียว เนื้อหาในภาคนี้เริ่มเล่าตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรทรงเจริญพระชันษาเข้าสู่วัยหนุ่ม และได้เริ่มแสดงให้เห็นถึงการเป็นกษัตริย์ยอดนักรบ ด้วยการตีเมืองคังได้สำเร็จ

แต่แล้วพระองค์กลับทราบว่า พระเจ้านันทบุเรง กษัตริย์หงสาองค์ใหม่ คิดกำจัดพระองค์ พระองค์จึงประกาศอิสรภาพที่เมืองแครง และประกาศตัวเป็นศัตรูกับหงสา

หนังดูสนุกเหมือนกำลังนั่งดู The Lord of The Rings บวกกับ ALEXANDER ที่มีพระเอกหล่อ เท่ทุกมาด เร้าใจทุกองศา พ.ต.วันชนะ สวัสดี ในบท สมเด็จพระนเรศวร หรือ องค์ดำ ขึ้นจอด้วยลุคของพระเอกที่หล่อเข้มเต็มแมนสไตล์ไทยแท้ พร้อมเสน่ห์เร้าใจในแบบที่ชวนให้นึกถึง ฉัตรชัย เปล่งพานิช ตอนที่เล่นหนังเรื่องแรก เรื่อง ระย้า ของ เพิ่มพล เชยอรุณ

มาด แมน ออฟ เดอะ เยียร์ ของ ผู้กองเบิร์ด ทำให้นึกขึ้นได้ว่า หนัง-ละครไทยเราขาดพระเอก ลุคแมนเข้ม ในแบบ ดาร์ค ทอล แอนด์ แฮนซั่ม เช่นนี้มานานนักหนาแล้ว ที่มีเกลื่อนอยู่ตอนนี้ส่วนใหญ่จะออกแนว คิขุ อาโนเนะ เจป๊อป เคป๊อป หน้าเด้ง หัวสี ชนิดที่โผล่ไปยุคอโยธยา ชาวบ้านอาจพากันสงสัยว่า นี่ตัวอะไร?

แต่รายที่บทส่งให้เป็น พระเอกของภาคนี้ ก็คือ นพชัย ชัยนาม ในบท ไอ้บุญทิ้ง หรือ ออกญาพระราชมนู พระสหายซี้ของ องค์ดำ ที่ได้รับเกียรติเป็นพระเอกของภาคนี้ คู่กับ ทราย เจริญปุระ ในบท เลอขิ่น ที่รับผิดชอบในส่วนโรแมนติก ดรามา พิศวาสตบจูบ กับแอ็กชันในแบบ หนุ่มห้าว สาวเหี้ยม ซึ่งทั้งสองเข้าคู่กันได้ลงตัวมากๆ

ได้เห็น ปีเตอร์ นพชัย จากเรื่องนี้ ทำให้ผมได้คิดว่า หลังจาก องคุลีมาล หนังเรื่องแรกของเขา ที่เขาเล่นได้อย่างฉายแวว ไม่น่าเชื่อว่า หลังจากนั้นเขากลายเป็นนักแสดงที่ไร้งานมานาน แต่หลังจากเรื่องนี้ น่าจะทำให้ผู้คนหันมาสนใจเขามากขึ้นกว่าเดิม

ด้วยฝีมือที่ปรากฏในเรื่องนี้ ทำให้ผมอยากจะบอกกับบรรดา ผู้สร้าง ผู้กำกับหนังว่าถ้าหากว่าคุณมองหาพระเอกมาด เซอร์ ดิบ เถื่อน เท่ แอ็กติงเลิศ ผมขอแนะนำ นพชัย ชัยนาม คนนี้ เพราะรุ่นนี้ไม่อารมณ์แปรปรวนจนเดาใจลำบาก ไม่ชก ไม่เบิ้ดกะโหลกผู้กำกับฯ เขาคู่ควรต่อการสนับสนุนอย่างยิ่ง

ทราย เจริญปุระ ในเรื่องนี้ ก็ดูเท่ และเซ็กซี่ได้ใจจริงๆ แม้ว่าฉากที่เธอเดินออกจากคุก แล้วหันกลับเดินเข้ามาจูบปากออกญาราชมนู จะดูว่า เลอขิ่น เจ้าหญิงของเมืองคัง ในยุคหลายร้อยปีที่แล้ว จะดูเปรี้ยวปริ๊ดไปหน่อย แต่ก็พออวยๆ เมื่อพิจารณาว่า ท่านมุ้ยคงตั้งใจสร้างให้ออกมาในเป็น หนังบันเทิงสไตล์สากล

ที่ชอบใจเป็นพิเศษก็คือ การที่ได้เห็น อภิรดี ทศพร อดีตราชินีนักบู๊ในหนังไทยยุคหนึ่งได้กลับคืนสู่มาด นางเอกนักบู๊ อีกครั้ง ในบท หมอกมู องครักษ์พิทักษ์ เลอขิ่น

นภัสกร มิตรเอม นักแสดงชายที่มากประสบการณ์จากละครเวที พอมาเจอหนังในบรรยากาศโบราณ ที่ต้องพูด และแอ็กติงคล้ายละครอย่างนี้ ก็เลยเข้าทางเขาเต็มที่ บทพระมหาอุปราชา ตัวละคร แอบเกย์ ของเขา เข้าคู่กับ ชลัฎ ณ สงขลา ทหารคู่ใจได้อย่างมีสีสัน

เกรซ มหาดำรงค์กุล ในบท พระสุพรรณกัลยา ที่ถูกเม้าท์ว่า หน้าแก่ จากภาคแรก มาถึงภาคนี้ผู้ชมจะพบว่า ฝ่ายแคสติ้งทำหน้าที่ได้ดีแล้ว เพราะเธอดูลงตัวในภาคนี้, ทักษอร ภักดิ์สุขเจริญ ในบท มณีจันทร์ สมควรได้รางวัล งามอย่างไทยจากทุกสถาบัน ช่อง 3 น่าจะปั้นเธอเป็น นางเอกนำ เต็มๆ เสียที เธอดูดีมากในหนังพีเรียดอย่างนี้

จักรกฤษณ์ อำมรัตน์ ดูเหมือนเป็นพี่ชายของ พระมหาอุปราชา มากกว่าจะเป็น พ่อ,จะมีก็แต่ พ.ท.วินธัย สุวารี ในบท สมเด็จพระเอกาทศรถ เท่านั้นที่ยังดูแข็งไปหน่อย น่าจะให้อภิรดีเทรนด์แอ็กติงให้ซะหน่อยนะ แป่ว!

ผมประทับใจกับ อารมณ์บันเทิง ที่ได้รับจากหนังภาคนี้เต็มที่ แต่ก็ไม่ปฏิเสธข้อบกพร่องของหนังที่ปรากฏในหลายจุด อย่างเรื่อง เสียงที่โดดในหลายฉาก, คำถามที่น่าสงสัยว่า องค์ดำเปลี่ยนสถานภาพความสัมพันธ์จาก รักแบบเพื่อน เป็น รักแบบแฟน กับ มณีจันทร์ ตอนไหน ทั้งที่ไม่ได้เจอะเจอกันอีกเลย หลังจากที่แยกจากกันในภาคแรก

มณีจันทร์ไปแอบฝึกคิวบู๊ตอนไหนฤา? ถึงได้จู่ๆ ก็ลุกขึ้นจับดาบ ขี่ม้า จนเก่งกาจซะขนาดนั้น และอีกหลายคำถามจนแอบนึกเคืองท่านมุ้ยว่า จะให้คนดู นั่งเทียน จินตนาการไปเองหรืออย่างไร?

แต่ข้อบกพร่องเหล่านี้ ก็พอจะมองข้ามไปได้ เพราะถูกแทนที่ด้วยงานด้านฉาก เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย ที่รวมเป็นองค์ประกอบศิลป์ที่สุดวิจิตรอลังการ งานถ่ายภาพระดับ สมควรคว้ารางวัล เพราะท้าทายและหลากหลายอารมณ์ งานลำดับภาพที่เปิดโอกาส ให้ได้เล่น อย่าง เต็มที่และเมามัน รวมทั้งดนตรีประกอบที่ สุข เศร้า และเร้าใจครบรส

นอกเหนือจะ ดูเอามัน จากการเสพความบันเทิงของหนังแล้ว ในด้านสาระหนังทำให้เห็นว่า ประเทศไทยของเราผ่านพ้นมาได้เพราะความสมานฉันท์ของชนหลากหลายเชื้อชาติ ทั้ง ไทย, มอญ, ญี่ปุ่น,มัวร์ ฯลฯ ซึ่งน่าจะทำให้ ผู้มีอำนาจ ในยุคนี้ได้คิดว่า แล้วยังจะแก่งแย่งผลประโยชน์กันให้บ้านเมืองฉิบหายกันไปอีกทำไม เท่าที่ผ่านมามันยังไม่พออีกหรือ?

ประเด็นน่าคิดที่ผมเกิดปิ๊งขึ้นมาระหว่างดูก็คือ พฤติกรรม (ที่ชวนสงสัย) ของตัวละครพระมอญอย่าง พระมหาเถรคันฉ่อง (สรพงศ์ ชาตรี) ที่มาถึงภาคนี้ ผมพบว่า ท่านมีพฤติกรรมอยู่ก้ำกึ่งระหว่างการหลอกใช้ เอ๊ย… ทำเนียน ยืมมือองค์ดำให้ช่วยชาวมอญกอบกู้เอกราชจากพม่าไปพร้อมๆ กับชาวอโยธยา ในแบบ หัวอกเดียวกัน กับการเป็นผู้มีพระคุณที่มีส่วนช่วยองค์ดำ จนกอบกู้เอกราชได้สำเร็จด้วยใจจริง

แต่ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด ถ้าเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงเป็นดังที่ปรากฏที่หนัง ที่ท่านมุ้ยระบุว่า ท่านหาข้อมูลมาอย่างดี ก็ต้องถือว่าชาวไทยเราเป็นหนี้ชาวมอญอย่างสมควรได้รับคำขอบคุณอย่างแรง

ที่สุดแล้ว ถึงแม้ว่า หนังจะออกมาเป็นหนังบันเทิงอิงประวัติศาสตร์ ที่นำเสนอให้ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทรงเป็น กษัตริย์ฮีโร่ ของชาวไทยอยู่แล้ว ให้ดูเป็น ฮีโร่ ที่ เก่ง ฉลาด มาดเท่ ยิ่งขึ้นไปอีก ซึ่งน่าจะถูกใจผู้ชมชาวไทย โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนไทย โดยเฉพาะเพศชายแน่ๆ

จึงน่าจะเป็นเรื่องที่ดี ถ้าหากเด็กและเยาวชนที่ประทับใจหนังเรื่องนี้ จะไปติดตามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับสมเด็จพระนเรศวร หรือประวัติศาสตร์ยุคอยุธยา เพื่อ ค้นหาความจริง เพื่มเติมอีก เพราะจะทำให้พวกเขาได้ซึมซับความเป็นไทยยิ่งขึ้นไปอีก นั่นหมายความว่า

หนังเรื่องนี้ประสบความสำเร็จในการเป็น หนังจุดประกาย คนไทยรักชาติให้กับเด็กรุ่นใหม่ๆ เพราะทุกวันนี้ อย่าไปหวังกับพวกแก่ๆ โดยเฉพาะพวกที่มีอำนาจหน่อยเลย เพราะเท่าที่เห็นอยู่ ดูเหมือนจะมีแต่ประเภทที่ชอบ รุมทึ้งแผ่นดิน!

สำหรับภาค 2 นี้ ผมอยากจะเรียนกับท่านมุ้ยด้วยคำเดียวสั้นๆ ว่า มันส์พะย่ะค่ะ

ที่มา สยามรัฐ