ประกาศอิสรภาพ

Home / วิจารณ์หนัง / ประกาศอิสรภาพ

คอลัมน์ งานเป็นเงา
ลำแข

ภาพยนตร์ไทยเรื่องล่าสุดที่เรียกผู้ชมได้อุ่นหนาฝาคั่งขณะนี้ ไม่มีเรื่องอื่นนอกจาก “ตำนานพระนเรศวร” ซึ่งฉายติดต่อกันเป็นภาคที่ 2 ตอน “ประกาศอิสรภาพ” เป็นงานซึ่งผู้กำกับฯ “ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล” ทำได้เพลิดเพลินที่สุดเรื่องหนึ่ง

อันเนื่องมาจากพระราชประวัติในสมเด็จพระนเรศวร โดยเฉพาะพระนิพนธ์ใน “สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ” มีเค้าโครงเนื้อหาส่วนใหญ่แจ้งกับคนไทยที่ได้เรียนหนังสือ ได้เรียนประวัติศาสตร์ไทย (แบบท่องจำ) อยู่แล้ว ดังนั้น เมื่อได้ชมภาพเคลื่อนไหวซึ่งผู้กำกับฯทรงเล่าเรื่องให้ดู จึงเป็นแต่ติดตามเรื่องราวไปอย่างสนุกสนาน

ยิ่งประเด็นของเรื่องเป็นการปลดแอกจากพม่า จากพระปรีชาในการสงครามในสมเด็จพระนเรศวร พูดง่ายๆ คือเรื่องตอนนี้ฝ่ายไทยเป็นพระเอกว่างั้นเถอะ เรื่องต่างๆ จึงเร้าใจผู้ชมให้ติดตามเป็นทวีคูณ

จากวัยเด็กที่บวชเป็นเณรในหงสาวดี ภาคถัดมานี้เปิดตัวนักแสดงนำทั้งชายหญิงรุ่นหนุ่มสาวครบครัน

และเมื่อเป็นตอนประกาศอิสรภาพ หนังตอนนี้จึงเป็นหนังแอ๊คชั่นหรือหนังสงครามเต็มรูป รบราฆ่าฟันกันถึงขนาด องค์ผู้เขียนบทต้องแทรกเนื้อหาให้ “พระราชมนู” สะทกสะท้อนใจกับการบาดเจ็บล้มตายเอาตรงๆ โดยมีบทสนทนาแทรกความคิดระหว่างการฆ่าฟันว่าเป้าประสงค์เป็นสิ่งใด ให้ “พระพิชัย” กับ “พระศรีถมอรัตน์” ถกกับพระราชมนูทีจะถามผู้ชมด้วย

แต่อย่างน้อยๆ ผู้กำกับฯก็ทำให้ “พ.ต.วันชนะ สวัสดี” เป็นพระนเรศวรไปได้ในความรู้สึกผู้ชม แม้ฉากแรกๆ ท่วงทีเดินเหินรูปลักษณะจะยังไม่กินตาเท่าไหร่ แต่ดูไปๆ น้ำเสียงกับหน้าตาซึ่งแต่แรกยังไม่ค่อยจะชวนใจ ก็สามารถทำให้คล้อยตามไปได้

การศึกสำคัญสองครั้งในต้นมือของอุปราชเมืองพิษณุโลก คือตีเมืองคังซึ่งนักเรียนต้องจำได้ดี กับการประกาศอิสรภาพและถอยครอบครัวไทยมอญกลับอยุธยา ข้ามแม่น้ำสะโตง ก่อนจะทรง “พระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง” ถูก “สุรกรรมา” ตายในที่รบ

ถูกถ่ายทอดเป็นภาพสงครามที่น่าตื่นตาตื่นใจ แม้แต่นักเลงหนังต่างประเทศที่ดูหนังสงครามกันมาแล้วมาก ก็ยังต้องยอมรับว่า การศึกบนจอภาพยนตร์เรื่องนี้ทำได้อย่างรู้สึกรู้สา เห็นฝีมือการถ่ายทำฝีมือการกำกับภาพยนตร์จริงๆ

ฉากและการตกแต่งภาพภูมิประเทศที่ทำการศึก ไม่ว่าฉากขึ้นเขาตีเมืองคัง หรือการข้ามแม่น้ำสะโตง เป็นภาพที่บทภาพยนตร์สร้างรายละเอียดระทึกใจ ซึ่งสอดแทรกรักระหว่างรบ ทำให้ตำนานพระนเรศวรกลายเป็นหนังบู๊ดุเดือดโลดโผนชั้นดีไปได้

ไม่ต้องกลัวว่าจะเข้าโรงไปเจอหนังสารคดีชีวประวัติพระนเรศวร มหาราชผู้ปลดปล่อยอยุธยาศรีรามเทพนคร

การวางรายละเอียดตัวบุคคลในประวัติศาสตร์ระหว่างเดินเรื่อง จากจินตนาการขององค์ผู้กำกับฯ ทำให้เราเห็นและเข้าใจว่าใครคือ “พระราชวังสัน” ใครคือ “ออกญาเสนาภิมุข” เป็นต้น และความสัมพันธ์ระหว่างเจ้าประเทศราชกับผู้มีอำนาจเหนือ ก็แสดงให้เห็นได้ชัดเจน

สองตอนของภาพยนตร์เรื่องนี้ น่าจะทำให้นักเรียนนักศึกษาประวัติศาสตร์ไทย เข้าใจได้แล้วว่า เมืองไทยตามแผนที่ปัจจุบันนั้น แต่เดิมเป็นเมืองเล็กเมืองน้อยเป็นอิสระแก่กันในรูปใด ใครมีอำนาจทางการเมืองก็ยึดครองกันทีหนึ่ง อ่อนแอลงเมื่อใดเมืองในปกครองก็แข็งเมืองกันขึ้นเมื่อนั้น

ไม่ได้หมายความว่า สุโขทัยกับอยุธยาใหญ่ขนาดกินเมืองอื่นๆ ได้ทั้งหมดเช่นปัจจุบันนี้

แค่ล้านนาเชียงใหม่ พระเจ้าตากเพิ่งไปตีมาอยู่ในอาณัติได้ ก็ก่อนเข้ารัตนโกสินทร์สองร้อยกว่าปีมานี้เอง

ที่มาจากหนังสือพิมพ์