ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคสอง ประกาศอิสรภาพ

Home / วิจารณ์หนัง / ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคสอง ประกาศอิสรภาพ

หลังจากได้ดู “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคหนึ่ง” ผมได้รับทั้งคำถามและความเห็นซึ่งควรนำมากล่าวถึงในที่นี้

ส่วนที่เป็นคำถาม มักเป็นคำถามว่า หนังเป็นอย่างไร ดีหรือไม่ เมื่อเทียบกับ “สุริโยไท” แล้ว เรื่องไหนดูสนุกและเพลิดเพลินกว่ากัน

เมื่อผมได้รับคำถามก็ส่งคำตอบกลับไปตามตรงว่า เป็นหนังที่ดี มีความสนุกสนานเพลิดเพลินมากกว่า “สุริโยไท”

ส่วนที่เป็นความเห็นนั้น มีทั้งความเห็นในด้านบวกและด้านลบ ในด้านบวก ผู้แสดงความเห็นมองในแง่ความสนุกสนานเพลิดเพลินและการสร้างงานที่ยิ่งใหญ่ ส่วนที่มองในแง่ลบนั้นมุ่งโจมตีหนังในส่วนของบทภาพยนตร์

เหตุผลสนับสนุนของผู้มองในด้านลบก็คือการเล่าเรื่องด้วยบทพูดแบบละครโทรทัศน์ การเล่าเรื่องโดยใช้เสียงบรรยาย และเล่าเรื่องอย่างปราศจากชั้นเชิง

ประเด็นนี้ผมเห็นด้วย และยอมรับว่าหนังพึ่งพาบทพูดในการเล่าเรื่องมาก แต่ก็ได้แสดงเหตุผลโต้แย้งไปว่าน่าจะเป็นเพราะหนังเรื่องนี้ทำออกมาให้คนดูกลุ่มใหญ่มาก กลุ่มคนดูมีทั้งคนในเมืองและต่างจังหวัดมีตั้งแต่เด็กนักเรียนชั้นประถมไปจนถึงผู้ใหญ่วัยเกษียณ จึงเป็นไปได้ที่หนังต้องเล่าเรื่องอย่างง่ายที่สุดและบรรจุบทพูดมากมาย รวมทั้งทำให้เห็นอย่างชัดเจนแทบทุกอย่าง เพื่อให้คนดูบางกลุ่ม (เช่น เด็กชั้นประถม) ดูแล้วรู้เรื่อง

อย่างไรก็ตาม ถ้าหากมองว่าบทภาพยนตร์เป็นส่วนที่แย่ของหนังก็ถือว่าเป็นจุดหรือส่วนที่แย่เพียงส่วนเดียว โดยหนังยังคงมีส่วนอื่นๆ ที่ดี

เพื่อให้เห็นเป็นรูปธรรม ผมอยากแสดงการประเมินคุณค่าอย่างละเอียด โดยแบ่งส่วนที่ถูกประเมินคุณค่าออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ การกำกับภาพยนตร์ บทภาพยนตร์ การกำกับภาพ และการตัดต่อ (หรือลำดับภาพ)

เมื่อแยกออกเป็น 4 ส่วน ผมคิดว่าหนังภาคแรกมีงานกำกับที่ดี โดยดีในแง่การควบคุมองค์ประกอบโดยรวม การกำหนดจังหวะช้าเร็ว การกำกับการแสดง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำกับนักแสดงที่เป็นเด็ก) และที่โดดเด่นก็คือในแง่ของงานฝีมือ มีงานกำกับภาพที่ดี โดยเฉพาะการใช้ขนาดภาพ มุมกล้องและการเคลื่อนไหวกล้องและการตัดต่อก็ถือว่าดี (แต่ยอมรับว่าไม่ชอบการเชื่อมต่อระหว่างท้ายฉากกับต้นฉาก) แต่หนังมีบทภาพยนตร์ที่เป็นจุดอ่อน

ถึงแม้เป็นจุดอ่อน แต่ก็ไม่ถึงกับแย่มาก อย่างน้อยก็ยังมีจุดดี เช่น การสร้างให้ตัวละครอย่างบุเรงนอง เป็นตัวละครที่มีลักษณะรอบด้าน ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำได้ไม่ง่ายนักสำหรับหนังที่บรรจุจำนวนตัวละครมากมายอย่างนี้

สรุปแล้ว หนังยังมีส่วนที่ดีถึง 3 ส่วน (ในแง่นี้ ผมยอมรับว่า บทภาพยนตร์ยังไม่ดี) แต่ก็เพียงพอสำหรับการเป็นงานที่ดี

ผมไม่เห็นด้วยกับการที่นำจุดบกพร่องหรือข้อด้อยส่วนเดียวมาเป็นข้อสรุปว่าหนังทั้งเรื่องหรืองานทั้งชิ้นมันแย่

เมื่อมาถึงภาคสอง ผมคิดว่าการกำกับฯ ยังเป็นจุดดี เหมือนภาคแรก การกำกับภาพและการตัดต่อก็จัดว่าดีเช่นเดียวกัน

ส่วนที่เห็นได้ชัดเจนว่าดีกว่าภาคแรกคือบทภาพยนตร์ ในภาคแรกนั้น นอกจากการใช้เสียงบรรยายที่ดูเป็นส่วนเกินรวมถึงการใช้บทพูดแบบละครโทรทัศน์ตามที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว หนัง (ภาคแรก) ยังไม่มีจุดไคลแมกซ์ที่รุนแรง เรียกได้ว่าเป็นการปะทะกันเบาๆ ของความขัดแย้งเท่านั้นเอง แต่เมื่อมาถึงภาคสอง ผมมองเห็นความแตกต่างในทางที่ดีขึ้น

นั่นคือหนังมีฉากไคลแมกซ์ที่มีพลัง โดยเริ่มต้นตั้งแต่สมเด็จพระนเรศวรฯ ทรงประกาศอิสรภาพไปจนถึงช่วงผู้คนอพยพข้ามแม่น้ำสะโตงท่ามกลางการสู้รบดุเดือด เป็นเหตุการที่แสดงให้เห็นว่าเป็นผลของการพัฒนาความขัดแย้งจนความขัดแย้งมาปะทะกันอย่างรุนแรงในที่สุด

นอกจากนั้น ช่วงดังกล่าวยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากงานด้านภาพและการตัดต่อ ทำให้เป็นช่วงที่ตื่นเต้นเร้าใจมาก

เมื่อพิจารณาโดยรวม อันเป็นผลมาจากการแยกพิจารณาทีละส่วน ผมสามารถกล่าวได้ว่า “ตำนานสมเด็จพระนเรศวร ภาคสอง” ดีกว่าภาคแรก

โดยส่วนที่ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัดก็คือ บทภาพยนตร์

หลังดูภาคสอง ผมคิดว่าการรออีกเกือบปี (หรืออาจจะนานกว่านั้น?) เพื่อดูภาคสามนับว่าเป็นการรอคอยที่ยาวนานจริงๆ

ผู้กำกับฯ – ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล
ผู้แสดง – พ.ต.วันชนะ สวัสดี, นพชัย ชัยนาม, สรพงศ์ ชาตรี, อินทิรา เจริญปุระ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์