ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคประกาศอิสรภาพ

Home / วิจารณ์หนัง / ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ภาคประกาศอิสรภาพ

โดย ศศิ วัน

ฉากรบพุ่งระหว่างไทยกับพม่าในหนังหรือละครที่เราคุ้นชินมาตลอด คือภาพสมรภูมิรบที่เป็นลานโล่งกว้าง และมีแม่ทัพพร้อมทหารของทั้ง 2 ฝ่าย วิ่งกรูเข้าหากันแบบฝุ่นตลบ

แต่หนังเรื่อง “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช” ภาค 2 หรือ “ภาคประกาศอิสรภาพ” จะทำให้เราเห็นสิ่งที่หลากหลายและตระการมากกว่านั้น เช่น การใช้ลูกไฟหรือหินทุ่มโจมตีจากที่สูง การจุดคบไฟเพื่อเป็นอุบายหลอกศัตรูว่าฝ่ายตนมีกำลังพลมากกว่า การลอบโจมตีจากเส้นทางลำเลียงน้ำแทนที่จะบุกเข้าหน้าเมือง การไล่กวดม้าและประดาบในลำธาร ฯลฯ

เหล่านี้ ล้วนมาจากการศึกษาค้นคว้าเป็นอย่างดีของผู้กำกับฯอย่าง “ท่านมุ้ย” หรือ ม.จ.ชาตรีเฉลิม ยุคล นั่นเอง

ซึ่งก็ไม่ใช่แค่ฉากรบพุ่ง เพราะในรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ในส่วนอื่นๆ ไม่ว่าจะเล็กน้อยอย่างไร ท่านก็ไม่ลืมที่จะสอดแทรกเข้าไป อาทิ ฉากในตลาดที่มีสาวนุ่งกิโมโนเดินอยู่ประปรายท่ามกลางชาวสยามและพม่ารามัญ ซึ่งทำให้ผู้ชมนึกได้ว่าในสมัยนั้นก็มีชนชาติญี่ปุ่นเดินทางเข้ามาในภูมิภาคนี้แล้ว โดยข้อนี้บางคนอาจจะเคยทราบ ในขณะที่บางคนไม่เคยรู้มาก่อนเลย

แต่ที่น่าจะสร้างความประหลาดใจให้คนส่วนใหญ่ (หรือคนเกือบทั้งหมด) ในโรงภาพยนตร์ ก็คือการได้รับรู้ว่า การเป่ายิงฉุบที่เราเห็นว่าเป็นการละเล่นของเด็กในสมัยนี้ อันที่จริงเป็นของที่มีมาตั้งแต่สมัยบรรพบุรุษนั่นแล้ว (แถมยังเป็นสิ่งที่ผู้ใหญ่นำมาใช้เป็นเครื่องมือวัดดวงกันเสียด้วยสิ)

ได้รู้เห็นความเป็นไปในอดีตของชาติในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวอันน่าตื่นตาตื่นใจเช่นนี้ ก็ถือว่าคุ้มเหลือหลายแล้วสำหรับการตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ ส่วนที่ได้นอกเหนือจากนี้ก็ถือเป็นกำไรได้เลย

แล้วกำไรที่หนังให้เรามีอะไรบ้าง?

เริ่มกันที่แนวคิดเรื่องความรักชาติ ซึ่งหลายคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า หนังทำให้คนไทยที่ไปดูมีความรู้สึกอย่างนั้นมากขึ้น ซึ่งเราก็เห็นด้วยอยู่บ้าง แต่จะให้มองจริงๆ เราว่าหนังเรื่องนี้ทำให้คิดได้ว่า ทุกคนต่างก็รักและหวงแหนผืนแผ่นดินของตัวเองทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นชาวพม่า รามัญ หรือชาวเมืองคังที่ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปกป้องและรักษาเสถียรภาพให้แก่บ้านเมืองของตน

การที่หนังเผื่อแผ่น้ำหนักความรักแผ่นดินให้ชาติอื่นๆ ด้วย จึงทำให้คนดูไม่รู้สึกจงเกลียดจงชังชาติที่เข้ามาตีสยามในอดีตอย่างที่หลายคนเกรงๆ กันอยู่ บางที อาจจะกลายเป็นว่าเราต่างก็มองกันและกันอย่างเข้าอกเข้าใจมากขึ้นเสียด้วยซ้ำ

ที่สำคัญคือ หนังสะกิดให้เราเห็นว่า การทำสงครามไม่ใช่เรื่องดีเด่นอะไรเลย ต่อให้เราเป็นฝ่ายได้รับชัยชนะก็เถอะ ซึ่งหลายๆ ตัวละครในเรื่องเองก็รู้อยู่แก่ใจถึงความผิดชอบชั่วดีในการทำสงคราม โดยเฉพาะพระนเรศ (พ.ต.วันชนะ สวัสดี) ที่แม้จะไม่ทรงแสดงออกอย่างแจ่มชัดว่าทรงคิดอย่างไร แต่เราก็รู้ได้ว่าทรงรู้แก่ใจถึงผลเสียของการทำสงคราม

หญิงชาวบ้านชราและตาบอดที่พระนเรศแวะเข้าไปอาศัยบ้านหลบฝนยามเสด็จเยี่ยมราษฎรนั่นไงล่ะ ที่เป็นภาพสะท้อนตรงจุดนี้ โดยนางเล่าให้พระองค์ฟังโดยที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังคุยอยู่กับใครว่า นางเสียลูกชายไปเพราะสงคราม และต้องเดือดร้อนอยู่เนืองๆ เพราะ “พระนเรศไม่เคยว่างเว้นศึกเกินขวบปี”

ซึ่งถ้าเป็นนิทานสอนใจ เราก็คงไม่ได้เห็นวีรกษัตริย์ผู้นี้ดำเนินสงครามต่อ แต่ในชีวิตจริง พระนเรศต้องนำทัพต่อสู้เพื่อให้ชาวสยามมีแผ่นดินอยู่ สิ่งที่ได้เห็นต่อจากนั้นจึงได้แก่ความใจเด็ดและดุดันในการทำศึกของพระองค์

ทว่าหนังก็ยังทำให้เรารักตัวละครนี้ต่อไปได้อย่างไม่ขัดเขิน เพราะแม้จะเหี้ยมกับศัตรู แต่เพื่อช่วยมิตรรักแล้ว พระองค์ก็ทรงยอมแลกได้แม้ชีวิตตัวเอง

ใช่จะมีแต่ประเด็นรักชาติและการทำศึก เรื่องรักใคร่ฉันหนุ่มสาวหนังก็มีให้เราเห็นพอกระชุ่มกระชวยอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะคู่ของพระราชมนู (นพชัย ชัยนาม) และเลอขิ่น (ทราย เจริญปุระ) โดยฝ่ายหญิงนั้นท่านมุ้ยเพิ่มขึ้นมาเอง ซึ่งเป็นไปได้ว่าท่านสร้างมาเพื่อเล่าประเด็นรักโดยเฉพาะ เราจึงได้เห็นฉากน่ารักกุ๊กกิ๊กไปจนถึงฉากรักดูดดื่มของหนุ่มสาวคู่นี้อยู่ตลอดเรื่อง (จนหลายคนอดคิดไม่ได้ว่าเรื่องนี้พระราชมนูเป็นพระเอกเสียมากกว่ามั้ง)

แต่นอกเหนือไปจากความเท่เหลือกำลังของพระราชมนูและความรักของคนทั้งคู่ ที่เราชอบเป็นพิเศษเกี่ยวกับพวกเขาก็คือ ฉากที่พระราชมนูควบม้าตามเลอขิ่น และดึงนางจากหลังม้าแล้วกระโจนลงน้ำพร้อมๆ กัน ซึ่งเป็นภาพที่หนังให้คนดูได้เห็นกันช้าๆ จะจะ จนเราอดทึ่งในความงามและจังหวะที่ลงตัวของฉากนี้ไม่ได้

ความจริงหนังยังมีประเด็นให้เล่าถึงอีกมาก ซึ่งหน้ากระดาษนี้คงไม่พอจะบรรยายได้หมด คงสรุปได้เพียงว่า แม้หนังจะมีความยาวร่วมสามชั่วโมง แต่ภาพอันตื่นตาและเนื้อหาอันตื่นใจทั้งหลายก็ทำให้เรา “ตื่นกาย” ได้อย่างไม่ยากเย็นอะไรเลย

ที่สำคัญคือ หนังทำให้เราอยากติดตามภาคต่อไปอย่างใจจดใจจ่อเสียด้วย

ที่มาจากหนังสือพิมพ์