The Pursuit of Happyness คุณทำได้

Home / วิจารณ์หนัง / The Pursuit of Happyness คุณทำได้

ความสุขของใครบางคนอาจได้แก่การเป็นเจ้าของบ้านหลังใหญ่และรถคันโต บางคนอาจหมายถึงการมีอาชีพที่มั่นคงและมีหน้ามีตา ในขณะที่บางคนปรารถนาเพียงการได้อยู่กับคนที่ตนรัก

ซึ่งเข้าใจกันว่าบางสิ่ง (ทรัพย์สิน,ชื่อเสียง) ถือเป็นสุขไม่จีรัง ในขณะที่บางอย่าง (ความรัก) นับเป็นสุขที่ยั่งยืน

ฉะนั้น ถ้าเลือกได้เพียงหนึ่ง หลายคนคงอยากเลือกสุขอย่างหลังไว้ก่อน เพราะว่ากันว่ามันเป็นพาหนะที่นำใครต่อใครไปสู่สุขอื่นๆมานักต่อนักแล้ว

“คริส การ์ดเนอร์” เซลล์แมนผู้ยากไร้ในอดีต และมหาเศรษฐีในปัจจุบัน ได้พิสูจน์คำพูดนี้มาแล้ว โดยเราจะได้ติดตามเรื่องราวของเขาผ่านภาพยนตร์เรื่อง “The Pursuit of Happyness” ที่ดัดแปลงมาจากชีวิตจริงของชายผู้นี้

หนังเล่าถึงชีวิตของ “คริส” (วิล สมิธ) เมื่อครั้งตกยาก โดยเขามีลูกเมียที่ต้องเลี้ยงดู ทว่างานที่ทำอยู่ก็หาความมั่นคงใดๆ ในชีวิตไม่ได้เลย (คริสเป็นเซลส์ขายเครื่องสแกนกระดูกที่ใช้กันตามโรงพยาบาล ซึ่งเราว่ามันน่าจะขายยากยิ่งกว่าเครื่องกรองน้ำหรือประกันชีวิตเสียอีก) จะให้ไปทำงานที่รายได้ดีกว่านี้ วุฒิการศึกษาของเขาก็ดันมาเป็นอุปสรรคเสียนี่

ซ้ำร้าย ในเวลาต่อมา เมียของเขายังขอแยกทางเพราะทนแบกรับความขัดสนไม่ไหว แถมเขายังถูกไล่ออกจากที่พำนัก เพราะค้างค่าเช่ามาหลายเดือนด้วย

แต่โลกก็ไม่ได้ใจร้ายกับชายผู้นี้จนเกินไปนัก เพราะเขายังเหลือหนูน้อย “คริสโตเฟอร์” (จาเดน คริสโตเฟอร์ ไซร์ สมิธ) ลูกชายอันเป็นที่รักไว้เป็นแรงใจสำคัญแก่ชีวิต

เพราะฉะนั้นแม้จะต้องอยู่อย่างคนเร่ร่อน และต้องเผชิญโชคร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่า คริสก็ยังมีแรงฮึดให้สู้ต่อไปได้ ยิ่งตัวเขาเองมีความขยันบากบั่นเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ก็กลายเป็นสองตัวแปรสำคัญที่พลิกชีวิตเขาจากที่เคย”ยากไร้”ให้กลายเป็น”มีพร้อม”ในที่สุด

เนื้อหาและกลวิธีเล่าเรื่องของ “The Pursuit of Happyness” อาจไม่ใหม่มาก โดยเฉพาะฉากในสถานีรถไฟที่คริสใช้จินตนาการเพื่อปลอบลูกว่าพวกเขาไม่ได้ไร้ที่อยู่ หากแต่กำลังหลบสัตว์ประหลาดอยู่ต่างหาก อันเป็นฉากที่ดูบางมุมก็เก๋ไก๋ดี แต่ดูอีกที วิธีนี้มันคล้ายๆ กับการที่พ่อในหนังเรื่อง “Life is Beautiful” ใช้หลอกและปลอบลูกชายว่าพ่อไม่ได้กำลังจะถูกทหารฆ่าเลยล่ะ

แต่ถึงจะซ้ำรอยกันแบบตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่เราก็เชื่อว่าหนังประเภทนี้ยังดีงามในแง่ที่มันสามารถให้กำลังใจและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้ชมได้เสมอ เราเองก็เช่นกัน ประโยคเด็ดของหนังเรื่องนี้ที่เราชอบมากก็คือ

“อย่าให้ใครมาบอกว่าเราทำอะไรไม่ได้”

เพราะถึงคนที่มาพูดกับเราอย่างนี้จะเชื่อว่าตัวเขาเองทำมันไม่ได้แน่ๆ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์