Music and Lyrics ตัวโน้ตที่โลดเต้น

Home / วิจารณ์หนัง / Music and Lyrics ตัวโน้ตที่โลดเต้น

หากเทียบกันระหว่างบท Music and Lyrics ของ Marc Lawrence กับบท Notting Hill ของพ่อยอดขมองอิ่มอย่าง Richard Curtis นั้น เห็นได้ชัดเจนว่า หนังจากปี 1999 ของคนหลัง มีความสมดุล กลมกลืนกันในทุกๆ ส่วน มากกว่าเรื่องแรก

เขียนแบบนี้ไม่ใช่หมายความว่า Music and Lyrics จะเป็นหนังที่แย่นะครับ เพียงแต่ถ้าเอาไปเปรียบกับมวยสไตล์เดียวกัน มันยังไม่แข็งแรงเท่ากับ Notting Hill หรือ Love Actually ที่อยู่ในความประทับใจของคนดู

แค่ฉาก เคียรา ไนท์ลีย์ ไปเปิดประตูเจอไอ้หนุ่มมาเปิดป้ายบอกรักหน้าบ้าน ก็เล่นเอาใครต่อใครละลาย และจดจำมากกว่าฉาก อเล็กซ์ กับ โซฟี ร่วมกันร้องเพลง นั่งกันแต่งเพลงจนดึกดื่น

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่หนังเรื่องนี้น่าจะเรียกว่าความสนใจจากคนดูที่เป็นเป้าหมายของหนังเอง ก็คือ ชื่อเรื่องที่ตั้งได้ดี และภาพของนักแสดงอย่าง ฮิวจ์ แกรนท์ ซึ่งถนัดนักกับการเล่นบทของผู้ชายธรรมดาๆ ที่ชีวิตไม่ธรรมดาอีกต่อไปหลังจากพบใครสักคน

Music and Lyrics ก็เป็นเช่นกัน

อเล็กซ์ เฟลทเชอร์ เป็นราชาเพลงป๊อปตกยุครุ่น 80 ที่ต้องประทังชีวิตด้วยการเดินสายตามงานแฟร์และสวนสนุก โดยที่เขาเองก็เฝ้ารอโอกาสที่จะกลับมาอยู่ในพื้นที่ของตัวเองอีกครั้ง

อเล็กซ์ ก็ไม่ต่างจากศิลปินที่เคยดังและร่วงหล่นลงมา สิ่งที่ยากกว่าก็คือ ความรู้สึกที่จะยอมรับสถานะแบบนั้น แต่โอกาสที่คิดว่าแทบจะไม่มีแล้วก็มาถึง เมื่อ คอร่า คอร์แมน (เฮลีย์ เบนเน็ตต์) ราชินีเพลงผู้โด่งดัง เชิญเขาให้แต่งเพลงและบันทึกเสียงร้องคู่กับเธอ

นั่นไม่ใช่ปัญหาแน่นอนในการจะไปร้องเพลงคู่กับราชินีแห่งยุค แต่ประเด็นคือเขาห่างหายไปจากการแต่งเพลงนานแล้ว เรื่องการร้องน่ะพอไหว แต่การแต่งเพลงดีๆ สักเพลง เป็นเรื่องยากสำหรับเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีเวลาเพียงน้อยนิด

แล้วตัวละครสำคัญก็ถูกใส่เข้ามา เธอคือ โซฟี ฟิชเชอร์ (ดรูว์ แบร์รี่มอร์) คนดูแลต้นไม้ที่มีความแปลกอยู่ในตัว พอ อเล็กซ์ เขียนเพลงฮัมเพลงในห้อง เธอก็สามารถร้องเพลงด้วยเนื้อหาใหม่ๆ และลื่นไหลไปกับท่วงทำนองที่เขาแต่ง

แน่นอนล่ะ, อเล็กซ์ เชื้อเชิญเธอให้เข้ามาร่วมแต่งเพลงด้วยกัน และพบว่าแท้จริงแล้วภายใต้ความสดใสน่ารักของผู้หญิงคนหนึ่งนั้น เธอมีด้านที่เปราะบางและมีแผลเป็นจากความรักในอดีตซ่อนอยู่

แผลที่ว่านั้นก็คือ การถูกใช้เป็นเครื่องมือและเป็นตัวตลกของนักเขียนนิยายหนุ่มใหญ่ที่ชื่อ สโลน (แคมพ์เบล สก็อตต์) ฉากที่หนังให้ อเล็กซ์ และ โซฟี พบกับ สโลนในผับ (หรือภัตตาคาร) หรูนั้น ถ้าเป็น ริชาร์ด เคอร์ติส ซึ่งกำกับ Notting Hill และ Love Actually นั้น เขาคงไม่หาทางออกให้ Music and Lyrics มีเรื่องชกต่อยกับ สโลน

สิ่งที่ทำให้ ริชาร์ด เคอร์ติส คมคายก็คือ ถ้อยคำและไดอะล็อก ที่ตัวเอกจะนำมาเล่นงานฝ่ายตรงข้ามจนเถียงไม่ออก และเมื่อตามทันก็พบว่า โดนหลอกด่า (นี่หว่า)

ผมพบว่า 30 นาทีแรกของ Music and Lyrics ไม่สนุกเท่าที่ควร ค่อนไปทางเรียบและนิ่งมาก กว่าจังหวะการแสดงและพล็อตหนังจะตั้งหลักได้จริงๆ ปาเข้าไปถึง 40 นาที หลังจากที่ทั้งสองคนแต่งเพลงและเอาไปให้ราชินีแห่งเพลงป๊อปฟังที่สนามบิน

สิ่งที่พอจะทำให้คนดูรู้สึกสนุกก็คือ ในช่วงครึ่งหลังของหนัง ความกระด้างกระเดื่องในการเดินเรื่องที่ขาดอารมณ์ระยะแรกๆ ค่อยๆ หายไป และนักแสดงดึงคนดูเข้ามาอยู่กับหนังได้มากขึ้น ก่อนจะจบลงไปแบบหืดจับพอสมควรเมื่อเทียบกับงานของ เคอร์ติส

ดรูว์ แบร์รีมอร์ ดูจะมีปัญหาเมื่อต้องเล่นบทของ โซฟี เพราะขณะที่คนดูเชื่อในสิ่งที่ ฮิวจ์ แกรนท์ แสดง คำถามคือใครสักกี่คนที่จะเชื่อจริงๆ ว่า ดรูว์ คือ โซฟี แม้ว่าในชีวิตจริงๆ อีกนั่นแหละ ที่ ดรูว์ บาดเจ็บมามากกว่า โซฟี มากหลายเท่า

ไม่ใช่หนังที่ดูแล้วประทับใจ แต่เป็นงานที่พอดูได้ในช่วงเวลาของเดือนแห่งความรักยามนี้

รักที่เราเฝ้ารอ ใฝ่ฝัน

รักที่ใครบางคนอยากกอดคุณ โอ้โลมคุณและจูบริมฝีปากคุณ


บายไลน์ : นันทขว้าง สิรสุนทร

ที่มาจากหนังสือพิมพ์