ยังไงก็รัก : ของๆ ใคร?ใครก็ห่วง

Home / วิจารณ์หนัง / ยังไงก็รัก : ของๆ ใคร?ใครก็ห่วง

หลายครั้งที่พบว่า การไม่ตั้งความหวังใดใดในการเข้าไปดูหนังสักเรื่อง เรามักจะเจอะเจอหนังที่เหนือความคาดหวังเสมอ เช่นเดียวกับกรณีของ ยังไงก็รัก เรื่องนี้

ย้ง (สมพล ปิยะพงศ์สิริ) เซลล์แมนหนุ่มไทยเชื้อสายจีน แต่งงานอยู่กินกับ เง็ก (สุวัจนี ไชยมุกสิก) มานานถึง 7 ปี แต่ทว่าเขาแอบไปมีความสัมพันธ์กับ พิม (เบญจวรรณ อาร์ตเนอร์) สาวสวยเลขาฯ เจ้านาย ในขณะที่เธอเองก็มี มิสเตอร์ ลี (ปริญญา รุ่นประพันธ์) นักธุรกิจหนุ่มเข้ามาติดพัน พิม จึงยื่นคำขาดให้ ย้ง เลิกกับเมียให้ได้ภายใน 7 วัน ไม่เช่นนั้นเธอจะแต่งงานกับมิสเตอร์ ลี ข้างฝ่าย ย้ง เอง ก็เคยให้สัญญากับเตี่ยไว้ก่อนตายว่าจะไม่ทอดทิ้ง เง็ก มิฉะนั้นจะมีอันเป็นไป ดังนั้นหนทางเดียวที่จะเลิกกับเมียให้ได้คือ ย้ง ต้องทำให้ เง็ก เป็นฝ่ายขอเลิกเอง โดยมี เล้ง (สมเล็ก ศักดิกุล) คอยเป็นผู้ช่วยหาวิธีสารพัดแต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายจึงปลอมตัวเป็นซินแส ออกอุบายว่าถ้า เง็ก ไม่เลิกกับสามีภายใน 7 วัน ย้ง ต้องมีอันเป็นไป

ฟังแล้ว พล็อตเรื่องของ ยังไงก็รัก ไม่มีอะไรแปลกใหม่ ตัวหนังสามารถคาดเดาได้ อีกทั้งนักแสดงก็ไม่ชวนดึงดูดให้สนใจ แต่เมื่อมีโอกาสได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วกลับพบว่า รายละเอียดระหว่างทางที่หนังดำเนินไปนั้น มีเสน่ห์ชวนให้ติดตาม โดยเฉพาะจากการแสดงของ กิ๊ก สุวัจนี ไชยมุสิก คนที่เราแทบไม่น่าเชื่อว่า จากที่เคยเห็นเธอตะเบ็งเสียงร้องกรี๊ดๆ ทางหน้าจอทีวีในบทนางร้ายเมื่อหลายปีก่อน มาวันนี้เธอกลับแสดงศักยภาพของในฐานะนักแสดงฝีมือดีคนหนึ่ง ด้วยการถ่ายทอดความหลากหลายทางอารมณ์ ให้เราได้เห็น บทบาทของ เง็ก ไม่ใช่แค่อาซิ้มพูดไทยปนสำเนียงจีนส่งเสียงล้งเล้งโวยวาย แต่เมื่อถึงคราวที่ต้องเค้นอารมณ์หนักๆ ไม่ว่าจะในฉากโศกเศร้าที่ได้รู้ว่าสามีสุดที่รักกำลังจะตาย หรือความมุ่งมั่นสุดท้ายในภารกิจที่ต้องทำเพื่อให้สามีรอดชีวิต เธอก็แสดงออกมาทางสีหน้าแววตา ทุ่มเทพลังการแสดงออกไปทั่วสรรพางค์กายได้อย่างน่าทึ่ง เห็นถึงความตั้งใจทำงานอย่างน่าชื่นชม และนี่เป็นสิ่งที่เรียกกันว่า พลังของดารา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพอย่างแท้จริงของนักแสดงที่ดี และที่สำคัญเป็นการช่วยกลบเกลื่อนความบกพร่องของบทหนัง ที่ยังสับสนกับการแจกแจงคาแรคเตอร์ของตัวละครอย่าง ย้ง ที่กระโดดไปมาระหว่างความเป็นคนเงียบขรึมเมื่ออยู่ในที่แห่งหนึ่ง และกะล่อนปลิ้นปล้อนในสถานการณ์อีกแบบหนึ่ง หรือเมื่ออยู่กับสาวคนรัก รวมถึงที่มาที่ไปของตัวละครบางตัว ไปจนกระทั่งน้ำหนักการกระทำที่บางครั้งให้รู้สึกถึงความไม่สมเหตุสมผลหลายๆ อย่าง โดยเฉพาะกับตัวละคร พิม และ เล้ง

แม้มุกตลกขาดๆ เกินๆ ช่วงกลางเรื่อง รวมถึงความไม่ต่อเนื่องในพฤติกรรมของ ย้ง จะเป็นจุดอ่อนสำคัญของหนัง แต่ ไก่ สมพลและ กิ๊ก สุวัจนี ก็แสดงให้เราเห็นถึงความพยายามอย่างเต็มที่สำหรับการผลักดันตัวละคร ย้ง – เง็ก ไปสู่จุดหมายปลายทางที่หนังตั้งใจไว้ แม้จะกระท่อนกระแท่นบ้างในตอนแรกๆ ก็ตาม รวมถึงการกำกับของ ต่อพงศ์ ตันกำแหง ที่สามารถควบคุมทุกองค์ประกอบเอาไว้ได้ ก่อนจะเตลิดไปไกลนอกลู่นอกทาง ในขณะที่หลายฉากหลายตอน ตัวหนังยังแอบซ่อนประเด็นความรัก ที่ทำให้ต้องหันกลับมามองว่า คนเรามักมองข้ามสิ่งดีๆ ที่อยู่ใกล้ตัวเสมอ หรือแม้แต่ในช่วงเวลาคับขันเราก็มักจะพบรักแท้ ดังเช่นประโยคดีๆ ในหนังตอนหนึ่งที่ เง็ก พูดกับสามีประมาณว่า ตั้งแต่อยู่กินกันมาเจ็ดปี เธอก็ยังคงอยากเห็นหน้าสามีทุกวัน

องค์ประกอบอีกอย่างที่ทำให้ ยังไงก็รัก เป็นหนังที่ดูได้เพลิดเพลินตลอดความยาวร่วม 90 นาที ก็คือเพลงประกอบ ทั้งเพลงเก่า (ที่นำมาทำใหม่) และเพลงที่แต่งขึ้นใหม่ จากเสียงร้องของศิลปินรุ่นใหม่ ที่นอกจากโดดเด่นในน้ำเสียงการร้องแล้ว ยังให้ความสำคัญกับอารมณ์ของเพลงด้วย รวมถึงจังหวะเวลาที่เพลงปรากฏขึ้นมาในฉากอย่างเหมาะสมถูกที่ถูกเวลา ไม่ว่าจะเป็นเพลง โอ๊ย โอ้ย ของ แจ้ ดนุพล แก้วกาญจน์ ที่นำมาขับร้องใหม่โดย เบน ชลาทิศ ในฉากที่ ย้ง ต่อสู้กับความคิดตัวเองอย่างหนัก ที่จะเลิกกับภรรยามาอยู่กับแฟนสาว หรือเพลง รักฉันนั้นเพื่อเธอ ของ พิ้งค์แพนเตอร์ ที่ร้องโดย เจนนิเฟอร์ คิ้ม กับฉากที่ เง็ก ออกเดินทางไกลเพื่อแก้เคล็ดให้สามีหายป่วย ที่อาจทำให้ถึงกับน้ำตาคลอได้

มีข้อแนะนำเล็กน้อยสำหรับการดูหนัง ยังไงก็รัก ให้สนุกยิ่งขึ้น ควรจะดูให้จบจนถึงเครดิตท้าย เพราะมีภาพ เอ้าท์ เทค (out take) หลุดๆ ให้ดูกันขำๆ รวมทั้งฉากที่ถูกตัดออก ซึ่งอาจช่วยอธิบายเหตุการณ์บางอย่างในหนังให้กระจ่างยิ่งขึ้น (ไม่รู้ว่าจะตัดออกไปทำไมตั้งแต่แรก) และที่สำคัญ แม้ดูเป็นหนังที่ไม่ได้ขายดารา ฉากตลกที่ตัดออกมาโปรโมท อาจดูฝืดเฝือไม่น่าสนใจ แต่ถ้าเราละทิ้งอคติ หรือไม่ก็เดินเข้าโรงหนังพร้อมปล่อยปละความคาดหวังใดใดออกไป ผลลัพธ์เมื่อกลับออกมา อาจกลายเป็นความบันเทิงที่อยู่เหนือความคาดหมายก็เป็นได้…นี่ล่ะครับ คือเสน่ห์และความสนุกอย่างหนึ่งในการดูหนัง

หนังจอกว้าง
ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

ที่มาจากหนังสือพิมพ์