The Lives of Others

Home / วิจารณ์หนัง / The Lives of Others

เมื่ออำนาจถูกปัดเป่าด้วยงานศิลป์ อย่าไปเชื่อใครเด็ดขาด ถ้ามีคนมาบอกคุณว่านี่คือหนังที่เกี่ยวกับเผด็จการ อำนาจและสังคมนิยม แต่ก็อย่าเชื่อใครอีกเช่นกัน ถ้ามีใครมาพูดว่า มันคือหนังที่เกี่ยวกับความรักล้วนๆ

อาจไม่บ่อยนักที่เราจะพบว่าหนังเรื่องหนึ่ง ผสมผสานและคละเคล้ากันด้วยแง่มุมหลากหลายและความสวยงามของเนื้อหา ทีนี้ใครจะมุมไหน ก็ขึ้นอยู่กับ “เครื่องไม้เครื่องมือ” (ทัศนคติ, ประสบการณ์การดูหนังและพื้นฐานวิธีคิด) ของแต่ละคน

มีหลายครั้ง เวลาที่เราพูดถึงว่าหนังเรื่องนั้นดี มันไม่จำเป็นต้องดีทุกส่วน แต่ดีที่ว่านั้น อาจแข็งแรงถึงขั้นใช้เป็นบทเรียนหรือตัวอย่างในการทำงานของคนรุ่นใหม่ๆ ได้ ผมเคยรู้สึกว่าคนรุ่นใหม่น่าจะดูความเด่นเรื่องบทจาก Lemming และ Swimming Pool ดูการจัดวางประเด็นและรายละเอียดจำนวนมากจาก American Beauty และถ้าเป็นเรื่องนี้ ดูแค่งาน lighting หรือพวกการจัดแสงตลอดทั้งเรื่อง ก็จะน่าคุ้มค่าในการดูเสียแล้ว ผมไปดู The Lives of Others รอบพิเศษเวลา 20.45 น. ที่ลิโด เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (25 ก.พ.) และคิดว่าคงไม่มีคนดูมากนัก แต่ก็น่าดีใจว่ามีผู้ชมมาดูมากพอสมควร เมื่อเทียบกับเวลาที่คนควรจะเข้านอนเพื่อทำงานในวันรุ่งขึ้น

และนับตั้งแต่ “วัฒนธรรมป๊อป” อย่าง “ออสการ์” มอบรางวัลหนังยอดเยี่ยมสาขาต่างประเทศให้ เชื่อเถอะว่า บางที The Lives of Others อาจได้รับพื้นที่ในโรงอื่นๆ มากขึ้น ฮอลลีวู้ดน่ะ ไม่ได้ทำให้โรงหนังบางแห่งดูเหมือนคนตาบอดหรอกนะครับ แต่อำนาจทางการเมืองและพวกเผด็จการ ก็บดบังความงดงามของศิลปะและผู้คนไปด้วย หนังเรื่องนี้เล่าเรื่องของยุคสมัยก่อนที่กำแพงเบอร์ลินจะถูกทำลายในปี 1989 ก่อนที่เยอรมนีจะรวมชาตินั้น ชีวิตของผู้คนไม่เคยมีอิสระจริงๆ จากอำนาจทางการเมือง และก็คงคล้ายๆ กับเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์หลายประเทศ ที่ศิลปินหรือคนสร้างงานศิลปะ มักจะถูกจับตาในฐานะ “ผู้เอนเอียง” หรือคนที่อาจจะฝักฝ่ายเป็นสายลับให้แก่ฝ่ายตรงข้ามผู้ปกครองประเทศ จอร์จ กับ คริสต้า ก็ไม่ได้ถูกยกเว้น

คนแรกนั้นเป็นนักเขียนบทละครเวที ส่วนคนหลังคือซูเปอร์สตาร์นักแสดง ที่ทั้งเซ็กซี่ มีเสน่ห์ และเป็นที่ต้องตาของชายหนุ่มหลายคน แน่นอน ขณะที่ จอร์จ พาตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกของศิลปะ ขาสองข้างของสาวสวยอย่าง คริสต้า กลับต้องยุ่งเกี่ยวกับพื้นที่ของอำนาจและความรัก ความเป็นอยู่ที่ไม่มีอิสระใดๆ ดูได้จากฉากกลางเรื่อง ที่เจ้าหน้าที่แอบเข้าไปติดตั้งเครื่องดักฟังในรังรักของคนทั้งสอง

ขณะที่หญิงชราฝ่ายตรงข้ามมาเห็น ยังถูกขู่ห้ามไม่ให้บอก จากการเริ่มต้นที่ดูเหมือนจะเกี่ยวกับอำนาจและเผด็จการ พล็อตก็เคลื่อนตัวสู่การเสียดทานกันระหว่างความรัก อำนาจและงานศิลปะ โดยพาคาแรคเตอร์สำคัญๆ 2-3 คนคือตัวเอกที่เราเข้าถึงและเจ้าหน้าที่ระดับสูงคนหนึ่งที่ถูกมอบหมายให้ “ดักฟังการพูดคุย” และความเป็นไปต่างๆ คนที่ดูหนังฮอลลีวู้ดบ่อยๆ หรือติดขนบแบบหนังอเมริกันมา อาจจะต้องอดทนสักนิด เพราะการเล่าเรื่องแบบ “ค่อยเป็นค่อยไป” อาจไม่ถูกปากของคนที่คุ้นกับโครงสร้างการเล่าเรื่องนิยมของอเมริกัน

ท่ามกลางความเงียบของพล็อต บทหนังแอบวางรายละเอียดทั้งคำพูด ภาษาและรูปแบบการสื่อสารหลายอย่าง(บทละคร, รายงาน, โทรศัพท์ และการประชุมลับ ฯลฯ) เพื่อเน้นย้ำแง่มุมในหนัง สิ่งที่ดีมากสองอย่างซึ่งผมชอบในหนังเรื่องนี้ก็คือ การจัดแสงที่มีคอนเซ็ปต์ตลอดทั้งเรื่อง โทนหลักๆ หนังจะอยู่กับสีเทาแห้งๆ อมเขียว ซึ่งก็รับใช้เรื่องราวและธีมของหนังอย่างกลมกลืน การใช้ฉากหลังที่คับแคบและไม่เหลือพื้นที่ (space) ในเฟรมภาพเลยนั้น ยิ่งทำให้คนดูรับรู้ถึงสภาพความเป็นอยู่ของเยอรมนีก่อนจะรวมชาติ

มีฉากหนึ่งที่หนังเหน็บแนมได้อย่างแสบสันด้วยอารมณ์ขำๆ ฉากที่ว่านี้ก็คือ ตอนที่ไอ้หนุ่มคนหนึ่งถูกจ้างมาดักฟังระหว่างเปลี่ยนเวร ขณะที่เขา “รู้อะไรมา” และ “ตีความไปตามประสา” (เช่นได้ยินเสียงครางแห่งความสุขในเพศรส)  เมื่อแสดงความคิดเห็นออก ยังถูกต่อว่าและวิจารณ์ถึงการแสดงออก (ทางความคิด) ราวกับจะบอกว่า อำนาจแห่งความชั่วร้ายนั้น นอกจากไม่เคยจะงดงามแล้ว มันยังไม่นำพาต่อสิ่งใดอีกด้วย เรื่องโชคดีถ้าจะมีอยู่บ้าง เรื่องหนึ่งเดียวนั้นก็คือ ความสวยงามแห่งศิลปะ

ความสวยงามของศิลปะนี่เอง ชะล้างเรื่องสกปรก ปัดเป่าสายลมแห่งอำนาจ และขัดเกลาจิตใจอันชั่วร้ายของเผด็จการ

นันทขว้าง สิรสุนทร

ที่มาจากหนังสือพิมพ์