BABEL อาชญากรรม/ ความหวัง/ ความสูญเสีย

Home / วิจารณ์หนัง / BABEL อาชญากรรม/ ความหวัง/ ความสูญเสีย

คอลัมน์ หนังเด่น

หลังการประกาศผลรางวัลออสการ์ (เมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา) Babel กลายเป็นหนังที่พลาดรางวัลสำคัญ ในสายตาของผู้ที่ยึดติดกับการแข่งขันอาจมองว่าเป็นความพ่ายแพ้

แต่ถ้ามองให้กว้างออกไปในขณะที่ยังคงให้ความสนใจและให้ความสำคัญกับรางวัลอยู่ Babel ยังคงเป็นหนังที่รวยรางวัลถึงขั้นมหาเศรษฐี

หรือถ้านับเฉพาะรางวัลใหญ่ ระดับที่รู้จักกันในวงกว้าง Babel ก็ยังถือรางวัลสำคัญ (และน่าจะเป็นรางวัลใหญ่ที่สุดที่ได้) นั่นคือรางวัลผู้กำกับฯ ยอดเยี่ยมจากงานเทศกาลหนังเมืองคานส์

อย่างไรก็ตาม หากมองข้ามเรื่องรางวัล Babel ยังคงมีความน่าสนใจในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะในด้านการเป็นงานสร้างสรรค์ของนักเล่าเรื่องผู้ทะเยอทะยานทางศิลปะและชอบท้าทายความคิดและจินตนาการของคนดู

สรุปอย่างสั้นที่สุด Babel น่าจะเป็นหนังต่างประเทศที่น่าดูที่สุด ณ ขณะนี้

เมื่อกล่าวถึง Babel คงต้องพาดพิงการเข้าฉายตามโรงเมื่อพิจารณารูปร่างหน้าตาของหนัง การได้เข้าฉายในโรงระดับนี้ถือว่าลงโรงฉายในวงกว้างพอสมควร (อย่างน้อยก็กว้างพอที่จะทำให้ผมดูได้ตามโรงหนังชานเมือง ไม่ต้องเข้ามาถึงใจกลางกรุงเทพฯ)


สำหรับคนดูผู้คุ้นเคยกับหนังตลาดอาจเกิดคำถามในใจว่าหนังดูยากหรือไม่ ดูแล้วจะรู้เรื่องมั้ย หรือถ้าจะดูเฉพาะแบรด พิตต์ อย่างเดียวจะเพียงพอหรือไม่ อย่างไร

สองคำถามแรกตอบได้ง่ายๆ ว่า เป็นหนังที่ดูไม่ยาก และน่าจะดูรู้เรื่องโดยไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก แต่คนดูก็ควรจะใช้ความตั้งใจพอสมควร

ส่วนคำถามหลังสุดเกี่ยวกับ แบรด พิตต์ นั้น ถ้าหากชื่นชอบเป็นพิเศษก็น่าจะได้รับความพึงพอใจอย่างเต็มที่ แต่คงต้องแนะนำให้ทำใจเล็กน้อยว่าพิตต์ในหนังเรื่องนี้ดูไม่เหมือนพิตต์ ในหนังเรื่องอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหนังทำเงินที่พิตต์แสดง (ตัวเลขไม่ล่าสุดแต่พอนำมาใช้ประกอบได้ก็คือ Babel เป็นหนังที่พิตต์แสดงนำที่ทำรายได้น้อยที่สุดในรอบ 12 ปี)

เมื่อข้ามให้พ้นเรื่องแบรด พิตต์ แล้วมาพิจารณาความเป็นหนัง พบว่า Babel เป็นงานที่มีจุดเด่นหลายส่วน และเป็นหลายส่วนที่สำคัญทั้งสิ้น นั่นคือ บทภาพยนตร์ การกำกับ การตัดต่อ และการแสดง

ในส่วนของบทภาพยนตร์ Babel นำเสนอเรื่องราวของผู้คนต่างเชื้อชาติต่างภาษาและอยู่ต่างสถานที่ แต่ทั้งหมดต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกันด้วยเหตุการณ์ที่เรียงร้อยเรื่องราวทั้งหมดเข้าด้วยกัน

เรื่องแรก เป็นเรื่องราวของสามีภรรยาชาวอเมริกันผู้ทิ้งลูกไว้กับพี่เลี้ยง แล้วพี่เลี้ยงพาเด็กๆ ไปงานแต่งงานในเม็กซิโก เรื่องที่สองคือเรื่องราวของพี่เลี้ยงเด็กผู้ซึ่งหลังจากพาเด็กๆ ไปงานแต่งงานแล้วต้องพบเหตุที่เกินคาดฝัน เรื่องที่สาม เป็นเรื่องของเด็กเลี้ยงแพะที่ก่อเหตุร้ายแรงจนส่งผลกระทบไปถึงสองสามีภรรยาชาวอเมริกัน และเรื่องสุดท้ายได้แก่เรื่องเด็กสาวชาวญี่ปุ่นผู้เป็นใบ้หูหนวกและรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง โดยพ่อของเธอเป็นเจ้าของสิ่งที่เด็กเลี้ยงแพะใช้ก่อเหตุ

บทหนังสามารถเรียบเรียงเรื่องราวได้อย่างราบรื่นกลมกลืนและท้าทายให้ต้องติดตาม โดยได้รับการสนับสนุนอย่างดีเยี่ยมจากการตัดต่อ ซึ่งจังหวะการตัดนั้นดีมาก

เมื่อพิจารณาจากเรื่องราว อาจจะมองเห็นได้ว่าหนังทำให้เข้าใจถึงการสื่อสารที่บกพร่องและผิดพลาด อันเนื่องมาจากความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ภาษา วัฒนธรรม และที่สำคัญก็คือ อคติ

และด้วยความบกพร่อง และความผิดพลาดของการสื่อสารทำให้เหตุที่ก่อด้วยเด็กเลี้ยงแพะกลายเป็นการก่อการร้ายที่ส่งผลสะเทือนถึงระดับรัฐบาลกับรัฐบาล

ในส่วนของการกำกับ ผู้กำกับฯ คุมองค์ประกอบของหนังได้ดีและใช้สไตล์เหมือนจริงได้อย่างมีพลัง โดยเฉพาะในช่วงที่บรรยายเหตุการณ์ในโมร็อกโกและเม็กซิโก

ทางด้านการแสดง นักแสดงส่วนใหญ่แสดงได้ดี และถือว่ามีงานกลุ่มการแสดงที่น่าประทับใจ คนที่เด่นที่สุด ได้แก่ เอเดรียน่า บาร์ราซ่า และรินโกะ คิคูชิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง บาร์ราซ่านั้น นอกจากใช้ทักษะทางด้านการแสดงออกแล้ว เธอยังต้องเพิ่มน้ำหนักตัวถึง 15 กิโลกรัมเพื่อรับบทนี้

ผู้กำกับฯ – อเลฮันโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตู
ผู้แสดง – แบรด พิตต์, เคต บลานเช็ตต์, เอเดรียน่า บาร์ราซ่า, รินโกะ คูคูชิ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์