Babel ในความมืดมิด อาจต้องใช้ใจเดิน

Home / วิจารณ์หนัง / Babel ในความมืดมิด อาจต้องใช้ใจเดิน

โดย ศศิ วัน


หญิงวัยกลางคนนางหนึ่งเพิ่งกลับจากงานมงคลของลูกชาย ระหว่างโดยสารรถกลับบ้าน จู่ๆ เธอก็ถูกปล่อยลงกลางทางที่แสนจะรกร้างผู้คน ซึ่งเธอเองก็ไม่รู้หรอกว่าสถานที่นั้นคือที่ไหนกันแน่ อีกทั้งความมืดมิดยามราตรีก็ทำให้เธอมองไม่ออกด้วยว่าควรจะเดินต่อไปในทิศทางใด

หญิงคนที่ว่ามีเพียงไฟฉายเล็กๆ ติดตัว ซึ่งเธอไม่เพียงจะต้องใช้มันหาทางออกให้ตัวเอง หากยังต้องใช้มันนำทางให้เด็กหญิงชายตัวเล็กๆ ที่อยู่ข้างกายอีก 2 คนกลับบ้านอย่างปลอดภัยด้วย

ที่ว่ามานี้ คือฉากหนึ่งของหนังเรื่อง “”Babel”” เจ้าของรางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประเภทดรามา จากเวทีลูกโลกทองคำ และอดีตตัวเต็งรางวัลออสการ์ สาขาภาพยนตร์ยอดเยี่ยม (ที่เป็นอดีตเพราะรางวัลดันตกเป็นของ “”The Departed””) ซึ่งแม้จะเป็นฉากเล็กๆ แต่มันก็พอจะบอกเล่าแก่นของเรื่องได้ค่อนข้างครอบคลุมทีเดียว

เพราะดูเหมือน “Babel” จะกำลังบอกเราว่า ทุกวันนี้ มนุษย์ทั้งหลายล้วนแต่ใช้ชีวิตและคลำทางอยู่ในความมืดทั้งสิ้น

“ความมืด”ทำให้ใครหลายคนมองไม่เห็นจุดหมายของชีวิต เขาและเธอเหล่านี้จึงดำรงชีพในแต่ละวันอย่างกลวงเปล่าและแสนเลื่อนลอย สาววัยรุ่นอย่าง ชิเอโกะ “(รินโกะ คิกุชิ)” ในหนังก็เป็นเช่นนั้น แม้จะอาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ที่ถึงพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีและเครื่องอำนวยความสะดวกอย่างญี่ปุ่น แต่ก็ใช่ว่าเธอจะมีชีวิตที่สุขสม

ความบกพร่องทางการได้ยินทำให้เธอ”รู้สึก” และ”ถูกทำ”ให้แปลกแยกจากสังคม ประกอบกับการที่ต้องสูญเสียแม่ และการต้องอยู่กับพ่อที่ไม่มีเวลาเอาใจใส่เธออย่างเต็มที่ ทำให้หญิงสาวโหยหาใครสักคนอยู่ตลอดเวลา เธอจึงแสดงออกด้วยการกระทำที่หลายคนมองว่าไร้แก่นขาดสาระ อาทิ การลุ่มหลงอยู่กับเพศตรงข้ามและยาเสพติด รวมถึงการเรียกร้องความสนใจแบบประชดชีวิตด้วยการเปิดเผยของสงวนในที่สาธารณะ ซึ่งพฤติกรรมนี้ หลายคนคงพร้อมจะประณาม

หากไม่ทันได้สัมผัสความอัดอั้นและทุกข์ระทมของเธอเสียก่อน

นอกจากนี้ บางครั้งความมืดก็ยังทำให้เรามองไม่เห็นแม้แต่ “คนที่อยู่ใกล้ตัว” อีกด้วย คู่สามีภรรยาชาวอเมริกันอย่าง ริชาร์ด “(แบรด พิตต์)” กับ ซูซาน “(เคต บลันเช็ตต์)” ก็เป็นเช่นนั้น ทั้งๆ ที่อยู่กินกันมาจนมีลูกถึง 2 คน แต่ทั้งเขาและเธอก็ยังมองไม่เห็นและเข้าไม่ถึงหัวใจของกันแหละกันอย่างถ่องแท้

ความมืดไม่เพียงแต่จะทำให้เรามองไม่เห็น แต่ยังเลยเถิดไปถึงขั้นทำให้ระแวงว่า วันดีคืนดีจะมีใครโผล่ออกมาจากความมืดเพื่อทำร้ายเราหรือเปล่า

และความกลัวที่เกิดจากความไม่รู้ที่ว่า ก็ผลักดันให้เราสร้างเกราะป้องกันตัวโดยอัตโนมัติ คล้ายๆ กับที่หลายประเทศเร่งสร้างระเบิดนิวเคลียร์นั่นแหละ พวกเขาไม่รู้หรอกว่าฝ่ายที่ขัดแย้งกันอยู่จะบุกมาโจมตีแน่นอนหรือเปล่า แต่ก็คิดว่าป้องกันไว้ก่อนเป็นดี อีกฝ่ายเห็นดังนั้นก็รู้สึกหวาดหวั่นตามไปด้วย จึงต้องกลับไปซุ่มทำอะไรสักอย่างเพื่อเตรียมรับมือ (ซึ่งในทีนี้อาจไม่ใช่อาวุธ แต่เป็นการปลุกระดมกระแสต่อต้านจากมหาชน)

ซึ่งก็ไม่รู้ว่าทำอย่างนี้จะเรียกว่า”รอบคอบ”หรือ”ขลาดเขลา”ดีกว่ากัน

ใน “Babel” เองก็มีตัวอย่างคล้ายๆ กันนี้ให้เห็น หนึ่งล่ะ ความหวาดระแวงที่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐมีต่อพลเมืองเม็กซิกัน ซึ่งฝ่ายหลังนั้นไม่ทันคิดร้ายอะไรหรอก แต่ดันไปทำท่ามีพิรุธด้วยรู้สึกกดดันจากการถูกจ้องจับผิด ฝ่ายแรกจึงตื่นตระหนกตามไปด้วย พอต่างฝ่ายต่างกลัวกันและกัน เรื่องราวก็เลยบานปลายจนแทบจะกลายเป็นโศกนาฏกรรมในที่สุด

ตัวอย่างถัดมาที่น่าหัวร่ออย่างขื่นๆ ยิ่งก็คือ การที่เด็กชายลูกคนเลี้ยงแพะชาวโมร็อกโกพลั้งมือไปยิงสาวมะกันบาดเจ็บ เพียงเพราะว่าหนูน้อยอยากทดลองว่าฝีมือแม่นปืนของตัวมีแค่ไหน แต่กลับทำให้โลกทั้งโลกเข้าใจ (หรือถูกจูงใจ) ว่า นี่เป็นการกระทำของ”ผู้ก่อการร้าย”ที่หมายจะเชือดพลเมืองจากชาติมหาอำนาจ

“ทั้งหมดนี้ล้วนเกิดจากความกลัวและความไม่รู้ทั้งสิ้น”

ก่อนที่ใครจะเข้าใจว่า “Babel” เป็นสารคดีหรือรายการข่าวต่างประเทศที่มาฉายในโรงหนัง (เพราะรวบรวมเอาประชากรไว้หลายชนชาติเหลือเกิน) ขอทำความเข้าใจก่อนว่า นี่คือหนังเล่าเรื่องชั้นดี (มาก) อีกเรื่องหนึ่ง โดยเฉพาะอารมณ์สืบสวนแกะรอยที่หนังทำให้คนดูรู้สึกตื่นเต้นจดจ่อ เพราะมันจะค่อยๆ เผยให้เราเห็นว่าคนหลายชาติหลากภาษาเหล่านี้มาเชื่อมโยงและปรากฏอยู่ในหนังเรื่องเดียวกันได้อย่างไร อีกทั้งหนังยังมีเพลงบรรเลงเสนาะหูมากล่อมจิตให้ผู้ชมได้เคลิบเคลิ้ม และคลอประกอบการครุ่นคิดอยู่เนืองๆ ด้วย

“Babel” ไม่ใช่หนังที่สูงส่งดูยากอย่างที่หลายคนเกรง (ก็เล่นได้ลูกโลกทองคำมาซะขนาดนั้น) เพราะถึงจะเล่าตัดสลับไปมา แต่หนังก็นำเสนอสิ่งอันเป็นสากลที่ไม่ว่าใครก็ประสบได้ในชีวิตประจำวัน เพราะไม่ว่าคุณจะเป็นคนชาติไหนๆ ก็ต้องได้พานพบกับความเหงาอ้างว้าง การสูญเสีย ความผิดหวัง และความสุขสมอย่างที่ตัวละครในเรื่องเจอไม่ใช่หรือ?

อีกอย่างคือหนังไม่ได้เครียดจนต้องขมวดคิ้วดู เพียงแต่มันบีบคั้นอารมณ์เราค่อนข้างมาก กระทั่งอยากจะร้องไห้ให้กับอะไรบางอย่าง (ซึ่งบางทีก็อาจเป็นการ “เกิดเป็นมนุษย์” ก็ได้ที่คุณอยากเสียน้ำตาให้) แต่ว่ากันแบบนี้ ก็ไม่ใช่ว่ามันจะเศร้ารันทดมากมายขนาดนั้น

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ในความดำมืด มนุษย์ทุกคนก็ยังมี “ไฟฉายอันเล็กๆ” ติดตัวอยู่เสมอ และไฟฉายของตัวละครทั้งหลายในเรื่องก็เห็นจะได้แก่การโอบกอดด้วย “ความรัก” นั่นเอง

“ไฟฉายของคุณก็คงไม่ต่างกันกระมัง”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์