Still Life ภาพชีวิต”จีน”ยุคใหม่ เนือยนิ่งจมหายในสายน้ำ (1)

Home / วิจารณ์หนัง / Still Life ภาพชีวิต”จีน”ยุคใหม่ เนือยนิ่งจมหายในสายน้ำ (1)

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ www.aloneagain.bloggang.com

หากจาง อี้ โหมว คือนักสร้างหนังจากจีนแผ่นดินใหญ่ที่โลกจับตามองด้วยความชื่นชมยกย่องตลอดทศวรรษก่อน ผู้ที่ก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ณ เวลาปัจจุบันย่อมเป็น เจี่ย จาง เคอ

ความคลับคล้ายใกล้เคียงระหว่างจาง อี้ โหมว เจ้าของผลงานมีชื่ออย่าง Ju Dou (1990) Raise the Red Lantern (1991) และ The Road Home(1999) กับเจี่ย จาง เคอ คือทั้งสองต่างผ่านการสู้รบปรบมือกับกองเซ็นเซอร์จีนมาพอสมควร โดยฝ่ายแรกเคยถูกห้ามฉายผลงานในบ้านเกิดและถูกสั่งแก้ไขบทบ่อยครั้ง ขณะที่ฝ่ายหลังเริ่มต้นทำหนังโดยไม่ได้รับการรับรองฐานะเป็นผู้กำกับฯ เพราะเลือกทำงานแบบ “ใต้ดิน” เพื่อเลี่ยงการเซ็นเซอร์

ความบังเอิญที่มาคล้องจองกันอีกประการหนึ่งคือ ทั้งสองต่างประสบความสำเร็จคว้ารางวัลสิงโตทอง อันเป็นรางวัลสูงสุดจากเทศกาลหนังเวนิซ ประเทศอิตาลี ด้วยผลงานลำดับที่ 5 เหมือนกัน (นับเฉพาะหนังยาว) นั่นคือ จาง อี้ โหมวกับ The Story of Qiu Ju ในปี 1992 ส่วนรุ่นน้องกับผลงานเรื่อง Still Life ในปี 2006

เหตุที่ผู้เขียนอ้างอิงถึงจาง อี้ โหมวในการเขียนถึงเจี่ย จาง เคอไม่ใช่เพียงเพราะสถานะหรือความสำเร็จซึ่งคลับคล้ายกันดังที่กล่าวมา แต่เพราะจาง อี้ โหมวค่อนข้างเป็นที่รู้จักในหมู่ผู้ชมคนไทย (ผลงานล่าสุดที่ฉายในบ้านเราคือ Curse of the Golden Flower)

ที่สำคัญคือ ผลงานของทั้งคู่ที่ประสบความสำเร็จอย่างนับเนื่องและเชื่อมต่อกัน เป็นเสมือนบทบันทึกอย่างดีที่สะท้อนให้เราเห็นภาพความเปลี่ยนแปลงทางสังคมของจีนซึ่งกำลังหลั่งไหลรวดเร็วไปตามกระแสโลกปัจจุบัน และไม่มีอะไรมาต้านขวางได้


จากคุณค่าของสังคมจีนดั้งเดิมหรือสังคมชนบทตั้งแต่ยุคปิดประเทศในหนังของจาง อี้ โหมว สู่ภาพของสังคมดั้งเดิมที่ล่มสลาย คนชนบทกลับกลายเป็นคนเมืองภายใต้วิถีชีวิตสมัยใหม่ในช่วงเวลาที่จีนกลายเป็นส่วนหนึ่งของโลกไร้พรมแดน ในหนังของเจี่ย จาง เคอ

ใน The World (2004) ผลงานลำดับก่อนหน้านี้ เจี่ย จาง เคอใช้ฉาก “เวิลด์ ปาร์ค” อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่จำลองสถานที่สำคัญทั่วโลกมารวมกันไว้ แล้วให้ตัวละครซึ่งล้วนแต่เดินทางมาจากต่างจังหวัดใช้ชีวิตอยู่ในนั้น เพื่อสื่อให้เห็นว่าคนจีนยุคใหม่ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของโลก แต่ขณะเดียวกันคุณภาพชีวิตของพวกเขายังตกต่ำ

มาถึง Still Life หรือ Sanxia haoren หนังเรื่องล่าสุดมี “เขื่อนซานเสีย” ที่ได้ชื่อว่าใหญ่ที่สุดในโลก และว่ากันว่าสามารถมองเห็นจากนอกโลกเป็นฉากหลังอันทรงพลัง พร้อมกับสะท้อนภาพชีวิตของคนมากมายที่ได้รับผลกระทบจากย่างก้าวสู่ความเจริญรุดหน้าในครั้งนี้

หนังพาไปยังเมืองเฟิงเจีย มณฑลเสฉวน บนฝั่งแม่น้ำแยงซีเกียง เมืองที่มีการอพยพโยกย้ายผู้คนจำนวนมากที่สุดเพราะเหตุน้ำท่วมหลังการสร้างเขื่อน ซานหมิง คนงานเหมืองถ่านหินวัยกลางคนล่องเรือมาจากซานซีบ้านเกิดเพื่อตามหาภรรยาที่หนีหายไปตั้งแต่ 16 ปีก่อน และลูกสาวที่เขาไม่เคยพบหน้า ปัญหาคือสถานที่อันเป็นที่อยู่ของภรรยาตามที่เขียนทิ้งไว้บนซองบุหรี่เก่าคร่ำ บัดนี้จมอยู่ใต้น้ำเสียแล้ว

ซานหมิงสอบถามจากผู้คนที่ยังหลงเหลือ กระทั่งได้พบพี่ชายของภรรยาและได้ข้อมูลว่าเธอล่องเรืออยู่ที่อี๋ชาง อาจจะ 1-2 เดือนจึงจะกลับมา ระหว่างการรอคอยซานหมิงทำงานเป็นคนงานทุบตึกในเมืองร้างที่กำลังจะกลายเป็นพื้นที่น้ำท่วมในอนาคต และเข้าพักแรมในห้องเช่ารวมราคาถูกร่วมกับคนงานคนอื่นๆ

นอกจากเรื่องราวของซานหมิงแล้ว ยังมี เสินฮง นางพยาบาลผู้เดินทางมายังเมืองเหนือเขื่อนเพื่อตามหาสามีที่ห่างหายกันไป 2 ปี ดูจากสีหน้าท่าทางแล้วเหมือนว่าเธอต้องการให้เขากลับมาหาเธอ ข้อมูลที่เสินฮงมีคือเขาเคยทำงานในโรงงานในเขตเมืองเฟิงเจียที่ปัจจุบันปิดตัวลงแล้ว

เสินฮงไปขอความช่วยเหลือจากตงหมิง เพื่อนสนิทของสามีซึ่งทำงานเป็นคนขุดหาโบราณวัตถุก่อนจะต้องจมอยู่ใต้น้ำ หลังจากตระเวนหาอยู่ทั้งวัน วันรุ่งขึ้นเธอก็ได้พบสามี แต่ธุระที่เสินฮงบอกแก่เขากลับกลายเป็นว่าเธอมีคนรักใหม่และต้องการหย่า

ณ เขื่อนยักษ์อันเป็นฉากหลัง ในดินแดนที่กำลังสูญสลายและเกิดใหม่ ชายคนหนึ่งมาที่นี่เพื่อตามหาและขอคืนครอบครัวของตนเอง ขณะที่หญิงสาวเดินทางมาเพราะต้องการยุติชีวิตคู่เพื่อเริ่มต้นชีวิตคู่ครั้งใหม่

หนังของเจี่ย จาง เคอไม่ได้เดินตามขนบแบบงานของจาง อี้ โหมว ไม่มีเค้าโครงให้จับต้องได้มากนัก ขณะที่เนื้อหาเรื่องราวก็เหมือนปล่อยให้คืบเคลื่อนอย่างเชื่องช้าโดยให้ผู้ชมเฝ้าติดตามกันเอง ด้วยภาพเล่าเรื่องจำนวนมาก เน้นการสื่อความหมายและอารมณ์ความรู้สึก กับบทสนทนาซึ่งมีไม่มากนัก ผลคือหนังของเขาไม่ใช่งานที่เดินเข้าหาผู้ชม แต่เป็นงานที่คอยเรียกร้องให้ผู้ชมเข้าหา

อย่างไรก็ตาม สำหรับ Still Life ถือว่าเจี่ย จาง เคอตะล่อมงานของเขาให้กระชับมากขึ้น เป็นกันเองมากขึ้น ฉากปล่อยยาวหรือ long take แทบจะไม่มีให้เห็น จนหนังมีความยาวประมาณชั่วโมงครึ่งเท่านั้น ต่างจาก The World ซึ่งยาวถึง 140 นาที เมื่อได้การถ่ายภาพมีมิติงดงามอันเป็นจุดเด่นของเจี่ย จาง เคอ การนำเสนอความขัดแย้งแตกต่างด้วยอารมณ์ยั่วล้อ แล้วยังภาพแฟนตาซีเกินจริงที่ใส่แทรกมาให้ตื่นตะลึงท่ามความนิ่งงัน Still Life จึงเป็นงานที่น่าติดตามค้นหาอย่างยิ่ง

แล้วหนังเรื่องนี้สื่อถึงอะไร…ถ้าจะบอกว่าสะท้อนผลกระทบของการสร้างเขื่อนยักษ์ก็น่าจะได้ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดและไม่ใช่ประเด็นหลัก อันที่จริงหนังกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลง การล่มสลาย และการดำรงรักษาคุณค่าบางประการในสังคมจีนที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและหนักหน่วง โดยสื่อผ่านสัญลักษณ์มากมาย ไม่ว่าจะเป็นเขื่อน สายน้ำ ซากปรักหักพัง ธนบัตร ลูกกวาด ซองบุหรี่ ไปจนถึงโจว เหวิน ฟะ และเจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้

ส่วนจะสื่ออย่างไรนั้น โปรดติดตามในตอนต่อๆ ไปครับ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์