“ผีไม้จิ้มฟัน” คุณค่าไทยๆ กับ โมเดิร์นไนเซชั่น

Home / วิจารณ์หนัง / “ผีไม้จิ้มฟัน” คุณค่าไทยๆ กับ โมเดิร์นไนเซชั่น

ฟลิก-สเตอร์

ชื่อหนังแบบตีหัวเข้าบ้านอย่าง “ผีไม้จิ้มฟัน” นั้นอาจจะทำให้ใครๆ หลายคนเกิดอาการแหยงๆ ถ้าจะต้องจ่ายเงินซื้อตั๋วเข้าไปดูหนังที่มีชื่ออะไรแบบนี้ (ไม่ต่างจากกล้าๆ กลัวๆ ตอนจะดู “หอแต๋วแตก” เช่นกัน) เพราะว่าชื่อชวนให้ขำฟังแล้วสนุก แต่หนังอาจจะน่าเบื่อสุดได้เหมือนกัน อย่างไรก็ตาม ชื่อภาษาอังกฤษของหนังเรื่องนี้ออกจะเข้าเค้ามากกว่าคือ Vow of Death (คำปฏิญาณแห่งความตาย) เพราะว่าพอเข้าไปดูจริงๆ แล้วไอ้ท่าทีเล่นๆ แบบโปสเตอร์หนังน่ะ ก็ไม่ค่อยจะเป็นแบบนั้นเลยสักนิด

ถ้าใครเคยดุหนังอย่าง “จอมขมังเวทย์” ก็โปรดทราบไว้ว่าเป็นฝีมือการกำกับของ ปิยะพันธุ์ ชูเพ็ชร์ ซึ่งก็เป็นคนเดียวกับที่กำกับฯ ผีไม้จิ้มฟัน ซึ่งหนังอาจจะผิดกันไปไกลจาก เขย่าขวัญสั่นประสาท กลายเป็น ตลก/สยองขวัญ แต่ผลที่ออกมาก็นับว่าน่าพอใจทีเดียว

สิ่งที่เป็นจุดเด่นของหนังเรื่องนี้ก็คือ วิธีการตัดแย่กส่วนต่างๆ ของเรื่องมาเล่าทีละน้อย โดยตัดบางส่วนมาเล่าก่อน บางส่วนก็กั๊กไว้และเล่าเป็นช่วงๆ บางท่อนอย่างฉากแรกที่เปิดเรื่องมาเจอกับตัวละครทั้งหมดออกมาหาซื้อไม้จิ้มฟัน โดยยังไม่ได้เล่าอะไรเลย ก็สร้างความรู้สึกชวนติดตามให้กับหนังได้ดี

พล็อตหนังมีอยู่ง่ายๆ คือวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ไม่ยอมไปแก้บนกับเจ้าพ่อต้นไทรหลังจากได้ตามที่ขอเลยถูกเจ้าพ่อตามเอาชีวิต

อย่างไรก็ตาม ถ้าดูไปเรื่อยๆ จะพบว่าหนังไม่ได้พูดประเด็นเรื่องไสยศาสตร์หรือผีสางเลยไม่ได้ให้ความสำคัญมากไปกว่ามันเป็นส่วนผสมที่จะทำให้คนมาดูหนังเท่านั้น เพียงแต่หนังกำลังเล่าถึงคุณค่าต่างๆ ในสังคมไทยดั้งเดิมที่กำลังหายไป คุณค่าเดิมๆ ของเจ้าพ่อที่โดนลดบทบาทลงมาเป็นเทพใบ้หวยและขอให้รวยซะอย่างนั้น และกำลังเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นๆ ขนาดเจ้าพ่อต้นไทรที่คนนับถือยังถูกตัดส่งโรงงานไม้จิ้มฟันเพราะคนจะตัดถนนซะอีก

ตัวละครของเจ้าพ่อต้นไทรที่ออกมาทวงสัญญานั้น ที่จริงก็เป็นเหมือนผีของอดีตที่ตามมาทวงถามคุณค่าต่างๆ ของคนในปัจจุบัน อาจจะฟังดูเว่อร์ๆ แต่หนังเรื่องนี้น่ะพูดเรื่องกระบวนการ Modernization และ Globalization แล้วทิ้งปมให้คนดูฉุกคิดว่าไอ้ของที่เราบริโภคอยู่นี้ครั้งหนึ่งอาจจะเป็นอะไรมาก่อน (อย่างไม้จิ้มฟันอาจจะเป็นไม้ของเจ้าพ่ออะไรสักเจ้าก็ได้) เสียอย่างเดียวที่ตอนสุดท้ายหนังก็ยอมแพ้กระบวนการที่ว่าด้วยการให้ตัวละคร ออกมาขี่มอเตอร์ไซค์แล้วมีสาวซ้อนกันเรียงเป็นแถวซะอย่างนั้น (โถ…ไอ้เด็กแว้น!)

ฟังแล้วเครียดแฮะ…

อย่างไรก็ตาม หนังเรื่องนี้ก็ตลกด้วย อี๊ด โปงลางสะออน ที่ยิงมุขแล้วฮาบ้างฝืดบ้างแต่ขยันยิงเหลือเกิน และบรรดานักแสดงวัยรุ่นที่รวมตัวกันพอให้มีคนครบๆ จะได้ไม่เครียดเกินไปนั้นก็ทำหน้าที่รับส่งมุขกันเองได้ดี อีกทั้งจังหวะการตัดต่อของหนังก็ลงตัวและช่วยเยอะมากๆ ทั้งฉากตลกและฉากสยองขวัญ

ดูจบแล้วก็นับว่าเป็นหนังที่ดูสนุกๆ เรื่องหนึ่ง ที่จะเก็บมาคิดมากก็ได้ ไม่คิดอะไรเลยก็ได้ แล้วในความเป็นหนังก็ครบเครื่องเรื่องกลมตลอดตั้งแต่ต้นจนจบ แต่กรุณาอย่าเอาหนังเรื่องนี้ขึ้นทำเนียบหนังดีสุดสุด เพราะมันไม่ใช่เลย

แต่ถ้าบอกว่ามันเป็นหนังสนุกพอใช้ได้น่ะถูกทุกกระบวนความ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์