300: สงครามคนกล้า

Home / วิจารณ์หนัง / 300: สงครามคนกล้า

480 ปีก่อนคริสตกาล ประวัติศาสตร์บันทึกเอาไว้ว่า กรีกและเปอร์เซียได้ก่อสงครามอันเกรียงไกร ณ ช่องเขาเธอโมพีลี ที่นี่ กำลังทหารสปาต้าแห่งกรีกเพียง 300 คน ภายใต้การนำของกษัตริย์ลีโอนิดาส ตรึงกำลังเป็นรูปลิ่ม ขวางกองกำลังห้าล้านคนของเปอร์เซีย ที่ต้องการยาตราผ่านช่องเขาเข้าสู่ยุโรป นักรบผู้กล้าทั้ง 300 ต่อสู้เพื่อปกป้องบ้านเมืองและครอบครัวโดยไม่คำนึงถึงชีวิต เป็นสงครามที่กลืนชีวิตผู้คนนับหมื่น เลือดสาดทาสองผนังช่องเขา… สามวันเต็มๆ ที่กองทหารอนารยชนแห่งเปอร์เซียบุกเข้าโจมตี และสามวันเต็มๆ ที่ทหารหาญแห่งกรีกต้านรับเอาไว้อย่างสุดกำลัง… สงครามแห่งช่องเขาเธอโมพีลีนั้น โลกยุคหลังรับรู้ในฐานะเป็นสงครามแห่งความกล้าหาญ สงครามพลีชีพเพื่อชาติ… สงครามของคนกล้า…

ประวัติศาสตร์ช่วงที่ว่านี้ จะว่าไปก็เหมือนเรื่องราวของ นายจันหนวดเขี้ยว และพรรคพวกแห่งค่ายบางระจันของไทยเรา ตรงที่มีความเป็น ดร่าม่า แบบสุดโต่ง ได้ยินได้ฟังแล้วเกิดแรงบันดาลใจ เกิดอารมณ์ร่วมประเภท เลือดรักชาติซ่านขึ้นหน้าเป็นริ้วๆ ได้แบบไม่ยากนัก

เมื่อปี 1962 เรื่องราวของกษัตริย์ลีโอนิดาส ฉายา ราชสีห์แห่งสปาต้า และสงครามแห่งช่องเขาเธอโมพิลีนั้น เคยถูกสร้างเป็นหนังฟอร์มใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่ง (The 300 Spartans) ทิ้งช่วงมา 55 ปี ตำนานอิงประวัติศาสตร์เรื่องนี้ถูกผู้กำกับ แซค สไนเดอร์ (Dawn of the Dead) นำมาถ่ายทอดอีกหน โดยคราวนี้ ทั้งชื่อเรื่อง เนื้อหาและภาพบนจอ อิงแอบแนบแน่นอยู่กับนิยายภาพ (graphic-novel) ชื่อ 300 ฝีมือของ แฟร็งค์ มิลเล่อร์ นักวาดการ์ตูนชื่อดังที่นิยายภาพเรื่อง Sin City ของเขาถูก โรเบิร์ท รอดดิเกซ นำไปถ่ายทอดบนแผ่นฟิล์มมาแล้วเมื่อสองปีก่อน

ความดังของนิยายภาพ บวกกับความน่าสนใจในแง่เทคนิคภาพ ขนาดบางสื่อขนานนามว่าเป็น ก้าวใหม่ของอุตสาหกรรมหนัง ทำให้หนัง 300 ทำเงินได้กว่า 70 ล้านดอลลาร์ในสุดสัปดาห์แรก

เมื่อได้เข้าไปดูก็เห็นด้วย เพราะทุกภาพบนจอผ่านการตกแต่งแสงและสีแบบไฮคอนทราส โทนซีเปีย ดึงสีแดงให้เด่น รวมถึงเทคนิคการตัดต่อ (โดยเฉพาะในฉากสงคราม) ที่สลับระหว่างสโลโมชั่น ประเภททหารกระโดดเงื้อดาบกลางอากาศ แล้วเร่งภาพวิ่งจู้ดจนมองคมดาบที่บั่นลงมาไม่ทัน แล้วมาหยุดสโลโมชั่นอีกหนตอนหัวศัตรูกระเด็นหมุนช้าๆ เลือดสาดเป็นสาย… ให้ความรู้สึกเดียวกับเวลาเรากราดตาจากภาพในช่องที่หนึ่งไปช่องที่สอง ตอนอ่านหนังสือนิยายภาพนั่นแหละ…

แต่พอความตื่นตาของภาพบนจอเริ่มจางหาย ความน่าสนใจของ 300 ก็เริ่มจางหายไปด้วย เพราะเวลาเกือบๆ สองชั่วโมงของภาพบนจอ คือฉากฟาดฟันกันอย่างดุเดือดเลือดพล่าน แขนขา หัวปลิวกันไสว เน้นภาพคมหอกทะลุร่างกายแบบช้าๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกนับครั้งไม่ถ้วน ทั้งทะลุออกด้านหน้า ทะลุออกด้านหลัง ทะลุแขน ทะลุขา ทะลุคอ มีหมด…

พอจะเห็นว่า บทหนังพยายามสอดใส่ความเป็นดราม่าแทรกระหว่างฉากสงคราม ซึ่งเป็นแก่นหลักของเรื่อง ทั้งโรแมนซ์ หรือรสชาติอื่นๆ เช่นการหักหลัง ริษยาอาฆาต รวมถึง เซ็กซ์ ด้วย แต่เนื้อหาเหล่านี้แผ่วเบาเกินกว่าจะช่วยให้หนังทั้งเรื่องมีน้ำหนักความน่าสนใจมากขึ้นได้

จะช่วยได้บ้างก็คงจะเป็น บทสนทนา แบบโบราณๆ ที่ได้อารมณ์แบบเถื่อนๆ ดี เช่นฉากกษัตริย์ลีโอนิดัส ปฏิเสธไม่ยอมสวามิภักดิ์ใส่หน้าทูตเปอร์เซียผู้โอหัง พร้อมชักดาบเตรียมสังหาร ทูตหนุ่มถอยกรูด ปากร้องว่า This is madness! กษัตริย์ลีโอนิดัสคำราม Madness? This is Sparta! แล้วถีบยอดอกทูตหนุ่มตกบ่อไป

หรือฉากที่ทหารสปาต้ากำลังใช้หินและศพศัตรูก่อกำแพงข้างช่องเขาเธอโมพีลี แล้วกองทหารเปอร์เซียมาพบเข้า ขู่ว่าทหารสปาต้าจะต้องเผชิญกับห่าธนูของเปอร์เซียที่บดบังตะวัน สปาต้าหนุ่มนามสตีลลีออส (ไมเคิล ฟาสเบนเดอร์) ยิ้มแบบไม่ยี่หระ ตอบว่า Then we will fight in the shade. แล้วกระโดดลอยตัวฟันแขนแม่ทัพเปอร์เซียที่กำลังหวดแส้ใส่จนขาดกระเด็น

มีการเล่าตั้งแต่เปิดเรื่องถึงเหตุที่ทหารสปาต้าได้รับการยอมรับว่าเป็นนักรบร้ายกาจที่สุดที่โลกรู้จัก เด็กชายทุกคนต้องผ่านการคัดเลือกว่าเหมาะที่จะเป็นนักรบตั้งแต่แรกเกิด ถ้าไม่ผ่านจะถูกโยนทิ้ง จากนั้นจะผ่านการฝึกตั้งแต่เป็นทารกเรื่อยขึ้นมาจนเป็นหนุ่มให้เชี่ยวชาญการรบ และเห็นความตายในสนามรบเป็น ความตายอันงดงาม ที่ทุกคนใฝ่ฝันถึง กษัตริย์ลีโอนิดัสก็ประกาศปลุกใจกองทหารของเขาอยู่หลายครั้งว่า นักรบสปาต้าสืบเชื้อสายมาจากเทพเฮอร์คิวลิส ไม่เคยถอย ไม่เคยยอมแพ้ ฯลฯ

หลังจากกษัตริย์ลีโอนิดัส (เจอราร์ด บัดเล่อร์) ถีบทูตเปอร์เซียตกบ่อไปแล้วก็ตกอยู่ในสภาพลำบาก เพราะกฎหมายกำหนดว่า กษัตริย์จะนำทัพออกสู่สงครามได้ก็ต่อเมื่อได้รับไฟเขียวจากเทพพยากรณ์ หรือ โอราเคิล เกิร์ล ที่มาในมาดเกือบเปลือย เทพพยากรณ์จะทำนายว่าอย่างไรไม่รู้แหละ แต่กลุ่มชายโรคเรื้อนที่เรียกว่า เอพโปรส์ ซึ่งมีหน้าที่ถ่ายทอดคำทำนายนั้น รับสินบนเป็นเหรียญทองของกษัตริย์แห่งเปอร์เซียมากองโตๆ กษัตริย์หนุ่มจึงได้รับคำตอบว่า เทพพยากรณ์ไม่ต้องการสงคราม

เมื่อยาตราทัพออกไปยันกับข้าศึกไม่ได้ กษัตริย์หนุ่มจึงรวบรวมนักรบสปาต้าระดับหัวกะทิ 300 คน อ้างกับสภาเมืองว่าเป็น บอดี้การ์ด ออกไปชมเมือง แล้วเดินทางไปยันกองทัพศัตรูที่มีกำลังมากกว่านับพันเท่าที่ช่องแคบเธอโมพีลี อาศัยชัยภูมิที่มีเปรียบตรึงขวางศัตรูไม่ให้ยาตราเข้าเมือง ด้วยความหวัง (ริบหรี่) ว่าสภาเมืองจะยอมอนุมัติส่งกองทัพออกมาช่วยในภายหลัง

สามวันแห่งสงครามหฤโหดที่นักรบสปาต้าทั้งสามร้อยต้องเผชิญหน้ากับนักรบเปอร์เซียหลายเชื้อชาติที่เปลี่ยนหน้าเข้ามาทำสงคราม ห่าธนูบังตะวันอย่างที่มีการข่มขู่เอาไว้ มีการขว้างระเบิดขวด หรือเอายักษ์ใหญ่ (คงยืมมาจากไตรภาค Rings) รวมถึงสัตว์ยักษ์อย่างแรด และช้างติดอาวุธมาร่วมแจมกันเป็นที่สนุกสนาน

ช้างและแรด (รวมถึงยักษ์) ติดเครื่องสงครามเต็มตัวจากหนังเรื่องนี้นั้น เริ่มเห็นตามร้านของเล่นกันบ้างแล้ว นั่นทำให้ผมนึกสงสัยในใจว่า การที่ผู้กำกับจับฉาก แฟนตาซี มาใส่แบบไม่ยั้งในหนังสงครามอิงประวัติศาสตร์แบบนี้นั้น เป็นเพราะตั้งใจจะให้หนัง เถิดเทิง แบบที่เห็น หรือเพราะสามารถขาย เมอร์ชั่นได๋ พ่วงไปกับความดังของหนังได้กันแน่

อีกประเด็นที่ขอยกมาเขียน (ด้วยความมันเขี้ยว) ก็คือนักรบสปาต้าทั้ง 300 คน ที่ดูเหมือนจะคัดมาเฉพาะที่หุ่นดี อกเป็นแผง กล้ามท้องเป็นลอนๆ ทุกคนอยู่ในสภาพ เกือบเปลือย ใส่เพียงผ้าคลุมยาวสีแดง และกางเกงในสีดำตลอดทั้งเรื่องนั้น น่าจะมีส่วนในการดึงดูดเงินจากกระเป๋าคนนิยมกล้ามทั้งสามเพศได้ไม่น้อยเหมือนกัน

ไม่อยากบอกเลยว่า เห็นภาพนักรบดุร้ายที่สุดที่โลกเคยรู้จักในหนังเรื่อง 300 นี้แล้ว แทนที่จะกลัว กลับนึกไปถึงพาเหรดเกย์แถวเวสท์ฮอลลีวูดขึ้นมาซะงั้น…

ที่มา ไทยทาวน์ยูเอสเอ นิวส์