Still Life ภาพชีวิต”จีน”ยุคใหม่ เนือยนิ่งจมหายในสายน้ำ (จบ)

Home / วิจารณ์หนัง / Still Life ภาพชีวิต”จีน”ยุคใหม่ เนือยนิ่งจมหายในสายน้ำ (จบ)

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
www.aloneagain.bloggang.com

 

เงินไร้พรมแดน-โลกาภิวัตน์

สารที่เห็นได้ชัดเจนจากหนังของเจี่ย จาง เคอ ตั้งแต่ Platform(2000) Unknown Pleasures (2002) The World (2004) มาจนถึง Still Life คือ การเปลี่ยนแปลงทางสังคมจีนในโลกสมัยใหม่ การละทิ้งถิ่นที่อยู่ คนชนบทอพยพมาหางานทำในเมือง อิทธิพลของโลกตะวันตก โลกยุคไร้พรมแดน ที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของชาวจีน

แต่หากกล่าวเฉพาะ The World กับ Still Life หนัง 2 เรื่องหลังสุดที่เจี่ย จาง เคอ เปลี่ยนจากการทำหนังใต้ดินหรือทำหนังโดยไม่ผ่านขั้นตอนของทางการมาทำทุกอย่างโดยถูกต้องตามระเบียบนั้น สารที่นำเสนออย่างต่อเนื่องกันคือความภาคภูมิใจของจีนที่ทำให้ตนยังเป็นเอกในโลกไร้พรมแดน มิใช่เป็นเพียงแค่ส่วนประกอบที่ถูกโลกภายนอกลากจูงตามแต่ใจ (แม้สภาพความเป็นจริงจะเป็นเช่นนั้น)

ฉากเวิลด์ปาร์คซึ่งจำลองสถานที่สำคัญทั่วโลกใน The World สามารถสื่อนัยดังกล่าวได้เด่นชัด เช่นเดียวกับเขื่อนซานเสียใน Still Life ซึ่งมีขนาดใหญ่โตมโหฬาร และมีเสียงบรรยายจากเรือท่องเที่ยวว่า “เขื่อนนี้ทำให้โลกหันมามองจีนอีกครั้ง”

นอกจากกระแสโลกไร้พรมแดนแล้ว “ทุนนิยม” หรือโลกแห่งเงินตราคืออีกความเชี่ยวกรากที่เจี่ย จาง เคอ สะท้อนออกมาโดยเน้นย้ำอย่างยิ่งในหนังเรื่องล่าสุด ไล่ตั้งแต่การใช้ธนบัตรที่มีรูปหุบเขา 1 ใน 3 หุบ อันเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญบริเวณที่มีการสร้างเขื่อน ทั้งยังเป็นที่มาของชื่อเขื่อน เป็นสัญลักษณ์ให้เห็นว่าเงินมีอำนาจเหนือกว่า และกำหนดความเป็นไปของทุกสิ่ง

เช่นเดียวกับโปสเตอร์หนังที่ใช้ลวดลายของธนบัตรนี้เป็นแบ๊คกราวด์แล้วให้ตัวละครหลักอย่างซานหมิงและเสินฮงอยู่ด้านหน้า เท่ากับว่าตัวละครก็ตกอยู่ภายใต้อำนาจ “เงิน” หรือ “ทุน” เช่นกัน

บทบาทของเงินถูกนำเสนอตั้งแต่ฉากแรกที่ซานหมิงเดินทางมาถึงเฟิงเจีย เขาโดนลากไปนั่งดูการสาธิตเสกกระดาษให้เป็นธนบัตรดอลลาร์ ยูโร และลงท้ายที่เงินหยวน ก่อนจะโดนรีดไถค่าวิชา

ฉากนี้นอกจากจะสื่อถึงอิทธิพลของเงิน ทั้งเงินหยวนและเงินสากลอย่างดอลลาร์กับยูโรแล้ว เป็นที่รู้กันว่าจีนถูกต่างชาติโดยเฉพาะสหรัฐอเมริกาโจมตีเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์มาตลอด การเสกกระดาษให้เป็นธนบัตรดอลลลาร์กับยูโรจึงเป็นมุขเสียดสีตนเองอยู่กลายๆ เพราะแม้แต่เงินยังเสกได้อย่างง่ายดาย โดยให้ตัวละครที่มาไถเงินค่าวิชาจากซานหมิงพูดว่า “ไม่รู้จักทรัพย์สินทางปัญญารึไง”

เงินปรากฏเป็นสัญลักษณ์อีกครั้งในฉากที่ หน่า ผู้คลั่งไคล้โจว เหวิน ฟะ ดูหนังเรื่อง A Better Tomorrow(โหด เลว ดี-1986) ตัวละครที่โจว เหวิน ฟะ แสดง เผาธนบัตรดอลลาร์เพื่อจุดบุหรี่ หน่าลองเลียนแบบฉากนี้บ้างแต่ก็ทำได้แค่เผาเศษกระดาษแทนธนบัตร

นอกจาก A Better Tomorrow แล้ว หน่ายังใช้เสียงเรียกเข้าโทรศัพท์มือถือหรือริงโทนเป็นเพลงธีมจากหนังชุด Shang Hai tan(1983) หรือ “เจ้าพ่อเซี่ยงไฮ้” ที่โจว เหวิน ฟะ รับบทสำคัญ และด้วยความที่อยากเป็นอย่างลูกพี่โจว ทำให้หน่าทำตัวเป็นนักเลงหัวไม้และพบจุดจบที่คาดไม่ถึง

บทลงท้ายของซานหมิงที่ยอมกลับบ้านไปทำงานหาเงิน 1 หมื่นหยวนมาใช้หนี้นายจ้างของภรรยา เพื่อจะพาเธอกลับไปเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง แสดงให้เห็นว่าแม้เงินจะมีอิทธิพลพียงใด แต่สำหรับคนคนหนึ่ง คุณค่าบางอย่างย่อมมีความสำคัญเหนือกว่า

 

ย้อนแย้ง-เกินจริง-นิ่งงัน

จุดเด่นด้านภาษาภาพของ เจี่ย จาง เคอ มี 3 ลักษณะ หนึ่งคือการเล่นกับความขัดแย้งคู่ขนาน (paradox) โดยหยิบสิ่งที่ต่างกันคนละขั้วมาไว้ในเฟรมภาพเดียวกัน สองคือภาพที่แสดงออกอย่างเกินจริงและเหนือจริง สามคือภาพนิ่งที่เปี่ยมความหมาย

ความขัดแย้งคู่ขนานถูกใช้เพื่อสื่อถึงความเปลี่ยนแปลงในยุคโลกาภิวัตน์โดยตรง เช่น คู่ขัดแย้งระหว่างโลกยุคใหม่กับโลกยุคเก่า วัฒนธรรมใหม่ๆ กับวัฒนธรรมดั้งเดิม หรือความร่ำรวยกับความยากจน ตัวอย่างเช่นในหนังเรื่อง The World ที่เป็นภาพระยะไกลของหอไอเฟลจำลอง สักพักมีคนจรจัดหิ้วถุงขยะเดินผ่านด้านหน้าของภาพ หรือใน Still Life เช่น ภาพคนใส่ชุดงิ้ว 3 คน นั่งก้มหน้าก้มตาเล่นเกมกด ภาพซากปรักหักพังของตึกที่โดนทุบทำลายในอาณาบริเวณของการก่อสร้างเขื่อน

ฉากที่เสินฮงขอหย่ากับสามีโดยมีเขื่อนซานเสียที่เพิ่งสร้างเสร็จอยู่ด้านหลัง ถือเป็นการใช้ความหมายของเรื่องราวและฉากหลังมาสร้างความขัดแย้งได้เช่นกัน

สำหรับภาพเกินจริงและภาพเหนือจริงถูกใช้เพื่อสื่อความหมายคล้ายๆ กับภาพขัดแย้งคู่ขนาน เช่น ใน Still Life มีอยู่ 2 ฉากที่ปรากฏเด็กชายคนเดียวกันร้องเพลงที่มีเนื้อหาบรรยายถึงความรัก(เพลงหนึ่งมีชื่อแปลเป็นไทยว่า “หนูรักข้าว” ของ หยาง เฉิน กัง ซึ่งวงทวินส์เคยนำมาร้องใหม่)

ใช่หรือไม่ว่าเพลงรักสำหรับผู้ใหญ่โดยเด็กผู้ชายที่ร้องได้อย่างเต็มอารมณ์เป็นภาพที่ดูเกินจริง การที่เด็กคนนี้ปรากฏทั้งในตอนของซานหมิงและตอนของเสินฮง 2 ตัวละครที่กำลังตามหาคนรักเหมือนกันแต่ต่างวัตถุประสงค์ จึงราวกับว่าหนังกำลังตั้งคำถามถึง “ความรัก” ว่ายังมีความหมายต่อผู้คนเพียงใด

ส่วนภาพเหนือจริง เช่น การปรากฏของแสงคล้ายยูเอฟโอ สิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ (คาดว่าเป็นหอควบคุมเขื่อน) ที่กลายเป็นยาวอวกาศพุ่งทะยานขึ้นฟ้า หรือภาพคนไต่ลวดที่ปรากฏให้ซานหมิงเห็นในฉากสุดท้าย ล้วนแต่สื่อถึงสภาพความแปลกแยกของตัวละครในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วเกินกว่าจะตามได้ทัน

สำหรับภาพนิ่งไม่ใช่การหยุดภาพ แต่เป็นการแช่กล้องทิ้งไว้ชั่วอึดใจหนึ่งโดยที่ผู้แสดงหรือตัวละครยืนนิ่งอยู่ ภาพที่ได้นอกจากจะมีองค์ประกอบสวยงามแล้ว ยังสื่อความหมายได้อย่างดี (ชื่อหนัง Still Life หมายถึงภาพหุ่นนิ่ง ซึ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของงานศิลปะ) ตัวอย่างเช่นภาพตัวละครลูกจ้างโรงงานที่เสียแขนยืนนิ่งอยู่กับน้องสาว มีสิ่งปลูกสร้างที่ไม่ใช้งานแล้วของโรงงานอยู่ด้านหลัง สังเกตว่ารูปทรงของวัตถุ (คน) กับฉากหลังเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คนจึงเปรียบเป็นสิ่งของ “หมดสภาพ” ไม่ต่างจากโรงงานที่ต้องปิดตัวเพราะการสร้างเขื่อน

ภาพทั้ง 3 ลักษณะที่ยกมาเป็นเพียงตัวอย่างเท่านั้น ยังมีภาพหรือฉากให้สังเกตคิดตามอีกมากมายในหนังเรื่องนี้

 

สรุป

Still Life คือ งานที่ เจี่ย จาง เคอ ขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยการหลอมรวมความเป็นศิลปิน นักคิด นักออกแบบ และแสดงออกมาได้ในอย่างงดงามลงตัว ที่สำคัญคืองานของเขาเปี่ยมด้วยประเด็นทางสังคม วิพากษ์อย่างคมคาย มีชั้นเชิง ไม่ฟูมฟายกับปัจเจกหรือไหลเรื่อยกับอารมณ์ความรู้สึก แม้จะยังประนีประนอมกับผู้ชมในวงกว้างได้ไม่ถึงที่สุด ด้วยกรอบการสร้างสรรค์ที่แตกต่างจากกระแสหลัก แต่นี่มิใช่หรือที่ทำให้งานชิ้นนี้มีคุณค่ายิ่งนัก

อย่างน้อยที่สุด…หนังทำให้เรารู้จัก “จีน” ในอีกแง่มุมหนึ่ง เป็นแง่มุมที่ไม่ใช่เพียงผิวเผิน หรือเต็มไปด้วยการคาดเดาเช่นที่ผ่านมา

ที่มาจากหนังสือพิมพ์