แฝด ความจริงจากเงาสะท้อนของกระจก

Home / วิจารณ์หนัง / แฝด ความจริงจากเงาสะท้อนของกระจก

ต้องเข้าใจกันอย่างหนึ่งว่าขณะนี้เรากำลังอยู่ในยุคของ Post-Asian Horror ซึ่งเกิดขึ้นมานับตั้งแต่การกำเนิดของหนังอย่าง Ringu, The Eye, Dark Water และลูกๆ หลานๆ หนังผีที่มาจากเอเชียอีกหลายเรื่องซึ่งมีพล็อตร่วมกันง่ายๆ ซึ่งก็มีนักวิชาการทางภาพยนตร์สรุปไว้ว่าผู้มีอำนาจด้อยกว่า (มักจะเป็นผู้หญิงหรือเด็ก) ที่ถูกทารุณจากผู้มีอำนาจสูง (มักจะเป็นผู้ชาย) กลับมาทวงความยุติธรรมหลังจากเวลาผ่านไป โดยมักจะอาศัยการหลอกหลอนผ่านเทคโนโลยีและความทันสมัยในปัจจุบัน อย่างกล้อง วิดีโอ อินเตอร์เน็ต ภาพถ่าย ฯลฯ เป็นเสมือนการปะทะกันระหว่างความเชื่อภูติผีกับเทคโนโลยีสมัยใหม่

มันชัดเจนขนาดที่เรียกว่าเป็น Genre หนังแบบ Asian Horror ได้เต็มปาก แต่ก็อย่างที่บอกว่าตอนนี้เป็นยุคหลังเทรนด์นี้ไปแล้ว ซึ่งถ้าใครยังสะเหล่อ ทำหนังแบบนี้ออกมาอีกคงเจ๊งไม่เป็นท่าแน่ๆ เพราะแทบจะไม่มีใครไม่เคยดูหนังแบบนี้มาเลยอีกต่อไปแล้ว (คงยกเว้นแต่ว่าจะไปรีเมคในประเทศที่ไม่ใส่ใจชาวบ้านชาวช่องอย่างอเมริกานั่นแหละ)

แฝด ของสองผู้กำกับฯ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ และ บรรจง ปิสัญธนะกูล ซึ่งเป็นผู้กำกับฯ หนังที่เป็นหนึ่งในแถวหน้าของกระแส Aiasn Horror อย่าง “ชัตเตอร์…กดติดวิญญาณ” ก็เป็นหนึ่งในการพยายามที่จะค้นหาแนวทางใหม่ๆ ในการฉีกออกจากแนวทางเดิมๆ หรืออย่างน้อยที่สุดก็พยายามปรุงรสชาติให้แตกต่างไปจากแนวทางเดิมๆ แน่นอนว่าหนังอย่าง “ผีไม้จิ้มฟัน” เองก็เป็นการพยายามฉีกแนวเหมือนกัน (ส่วน หอแต๋วแตก จะพยายามฉีกหรือไม่ไม่กล้ายืนยัน)

“แฝด” เป็นเรื่องราวของ พิม กับ พลอย แฝดสยามซึ่งผ่าตัดแยกแล้วคนหนึ่งตาย ซึ่งพิมแฝดคนที่เหลือรอดอยู่รับกับความรูสึกผิดลึกๆ ว่าตัวเองอาจจะเป็นคนทำพลอยตาย ด้วยการย้ายไปอยู่เกาหลีใต้ จนกระทั่งวันหนึ่งเธอมีเหตุให้ต้องกลับไปเมืองไทย ไปอยู่บ้านเดิมที่เธอเคยอยู่กับพลอย และเริ่มพบเหตุการณ์ประหลาดต่างๆ ซึ่งวีแฟนหนุ่มของเธอสงสัยว่าเธออาจจะมีอาการทางจิต แต่พิมกลับเชื่ออย่างสนิทใจว่าพลอยยังไม่จากบ้านนี้ไปไหนและกำลังต้องการอะไรสักอย่าง

ในเรื่องจังหวะและความน่ากลัวนั้น คงจะต้องบอกว่าหนังบรรจงกับภาคภูมิยังคงโหดเหี้ยมกับคนดูเหมือนเดิมเหมือนอย่างที่เคยทำกับชัตเตอร์ โดยไม่ปล่อยให้คนดูหายใจหายคอแบบทั่วท้องด้วยการหลอกหลอนแบบไม่หยุดหย่อน สิ่งที่เพิ่มขึ้นมาในหนังเรื่องนี้ก็คือส่วนของดราม่าที่เข้มข้นขึ้นกว่าเดิม ตามที่ผู้กำกับตั้งใจ ซึ่งอาจจะลดทอนความน่ากลัวลงไปเล็กน้อย (ซึ่งในความเห็นส่วนตัวแล้วอยากจะขอบคุณมากๆ)

มาช่า วัฒนพานิช ต้องยอมรับในเรื่องของพลังดาราซึ่งเธอมีเสน่ห์ดึงดูดเวลาอยู่บนจอภาพยนตร์จริงๆ เสียแต่ว่าความสามารถในการเป็นนักแสดงของเธอยังไม่ถึงพร้อมเท่าไรนัก เพราะว่าระดับในการเล่นของเธอไม่ละเอียดพอจะทำให้คนดูรู้สึกถึงการพัฒนาของตัวละครที่สติแตกขึ้นไปเรื่อยๆ ได้ ส่วนการแสดงของนักแสดงคนอื่นๆ ในเรื่องนั้นถือว่าไม่มีส่วนช่วยเหลือเรื่องมากนัก นอกจากคู่แฝดจริงๆ (แต่ไม่ได้ตัวติดกัน) อย่าง หทัยรัตน์ อีเกอเรฟ กับ ฤทัยรัตน์ อีเกอเรฟ ซึ่งคนดูเชื่อสนิทใจว่าเธอโตขึ้นมาเป็นมาช่าได้

และเป็นธรรมดาที่หนังประเภทนี้จะมีการหักมุมกันอยู่บ้าง อย่างไรก็ตามในกรณีของแฝด เรื่องที่เหลือหลังการสับขาหลอก เป็นการทำร้ายเรื่องและน้ำหนักของเรื่องที่ปูมาอย่างละเอียดตั้งแต่ต้นแบบยับเยิน และหนังก็เหลือเวลาไม่พอจะปูเรื่องใหม่ขึ้นมาอีก คนดูเลยโดนเขี่ยออกมากจากการมีอารมณ์ร่วมของหนังออกมานั่งเป็นผู้ดูเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกรู้สาอะไรไปกับหนัง

ข้อนี้ถือเป็นความผิดร้ายแรงของหนัง ซึ่งอาจจะทำเอาหมดอารมณ์ไปได้เหมือนกัน

สิ่งที่น่าสนใจของหนังเรื่องนี้ ซึ่งถ้าตั้งใจดูจะเห็นความพยายามที่ผู้กำกับฯจะเล่นกับกระจกและเงาสะท้อนอยู่ตลอดเวลา ตั้งแต่ต้นเรื่องซึ่งมีการถ่ายผ่านกระจกแล้วเห็นเงาเหลื่อมอยู่บนหน้านักแสดงซึ่งเกิดจากการหักเหของแสง อีกทั้งการเผชิญหน้ากันระหว่างพิมกับฝาแฝดของเธอมักจะเป็นแบบประจันหน้ากันจนเหมือนแบบจะส่องกระจก และตัวละครของพิมก็มักจะจ้องเข้าไปในเงาสะท้อนของตัวเองในกระจกบ่อยๆ เพราะเริ่มสงสัยว่าเงาในกระจกคือเธอหรือไม่ และตัวตนของเธอเป็นของเธอแต่เพียงผู้เดียวหรือเปล่า

ฉากที่แสดงให้เห็นความสงสัยข้อนี้ในใจของพิมก็คือตอนที่ จิตแพทย์เอากระจกขึ้นมาส่องหน้าเธอแล้วถามว่า เธอเห็นใครในกระจกซึ่งพิมไม่ตอบคำถามที่ว่า เพียงแต่จ้องมองด้วยความระแวง

ถ้าอยากจะรู้คำตอบของคำถามที่ว่าคงต้องไปค้นหากันในโรงภาพยนตร์เอาเอง

น่าคิดว่ากระจกมักจะสะท้อนความจริงอย่างซื่อสัตย์เสมอเพียงแต่ว่า

ความจริงในกระจกเป็นความจริงที่กลับข้างกันเสมอเช่นกัน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์