โกยเถอะเกย์ บางสิ่งที่หายไป กับตัวตนที่เริ่มปรากฏ

Home / วิจารณ์หนัง / โกยเถอะเกย์ บางสิ่งที่หายไป กับตัวตนที่เริ่มปรากฏ

ผู้กำกับ ‘ต้อม’ ยุทธเลิศ สิปปภาค ออกมาประกาศตั้งแต่เริ่มสร้าง “โกยเถอะเกย์” ว่า ตั้งใจจะให้เป็นหนังตลกล้วนๆ เต็มตัว ไม่มีแนวอื่นใดเจือปนอย่างแอ็คชั่น หรือดราม่า เหมือนเรื่องอื่นๆ ที่ผ่านมา

เพราะฉะนั้นทุกสรรพกำลังที่มีในหนังเรื่องนี้ จึงมุ่งหน้ามาทางตลกเต็มที่แบบไม่มีอ้อมค้อม ตั้งแต่พล็อตเรื่องที่ว่าด้วยคู่เกย์หนุ่มที่ปลีกวิเวกมาใช้ชีวิตคู่ในปั๊มน้ำมันกลางหุบเขา ตลอดจนการแต่งเนื้อแต่งตัวของทั้งสองก็เลียนแบบมาจากหนังฮอลลีวู้ดเรื่องดังอย่าง “หุบเขาเร้นรัก” หรือ “Brokeback Mountain” ส่วนพล็อตรองก็ว่าด้วยการออกอาละวาดของผีสาวกะเหรี่ยงที่สิงสถิตอยู่ในปั๊มน้ำมันแห่งนั้น และเที่ยวหลอกหลอนผู้คนที่สัญจรผ่านไปมา ในขณะที่จุดพลิกผันอันเลยเถิดไปจนถึงไคลแม็กซ์ของหนัง อยู่ ‘ใหญ่’ (“เปิ้ล” นาคร ศิลาชัย) ชายคนรักของ ‘อู๊ด’ (“หอย” เกียรติศักดิ์ อุดมนาค) ที่เผลอไผลไปมีความสัมพันธ์กับ ‘แตงโม’ (“อิม” อชิตะ สิกขมานา) ทอมบอยสาว และคิดจะตีจากจึงสร้างความคับแค้นใจให้ ‘อู๊ด’ ถึงกับวางแผนเอาชีวิต

เมื่อ “โกยเถอะเกย์” มาพร้อมกับความตั้งใจให้เป็นหนังตลกอย่างจริงจัง เพราะฉะนั้นแต่ละมุกในหนังจึงมีผสมผสานความตลกเอาไว้หลากหลายแบบ ตั้งแต่การล้อเลียนฉากทรมานในหนัง เจมส์บอนด์ ตอนล่าสุด ที่ทำออกมาเพื่อโฆษณาหนังเรื่องต่อไปของยุทธเลิศ ตามด้วยฉากเปิดเรื่องกับตลกบ้านๆ ที่จับเอาชายหน้าเหี้ยมมาแต่งเป็นกะเทยแสดงอาการกระตุ้งกระติ้ง เต็มไปด้วยจริตจะก้านเกินหญิงตอนต้นเรื่อง หรือตลกคาเฟ่ที่พูดคำสบถคำ แถมยังมีดนตรีตะลึงตึงโป๊ะตบท้ายในทุกฉากที่ลุงขับรถอีแต๋นปรากฏตัว ไปจนถึงตลกปัญญาชนที่ถนัดถนี่กับการสร้างคาแรคเตอร์เฉพาะตัวที่โดดเด่น ตลอดจนสนุกสนานกับการเที่ยวอำใครต่อใคร ซึ่ง ‘เปิ้ล’ และ ‘หอย’ เป็นเสมือนตัวแทนที่อาจเปรียบได้กับกระจกที่สะท้อนภาพลักษณ์ของตลกแนวนี้ออกมาได้ชัดเจนที่สุด จนถึงขั้นรวมเอาตลกทุกรุ่น ทุกแนวมารวมไว้ด้วยกัน โดยเฉพาะฉากเพื่อนเกย์มาเซอร์ไพรส์วันเกิดท้ายเรื่อง ที่ดารารับเชิญมีตั้งแต่อดีตเสนาฯ แห่งรายการ ‘ยุทธการขยับเหงือก’ ทั้งเสนาลิง (สมเกียรติ จันทร์พราหมณ์) เสนาเพชร (พุฒิพงศ์ พรหมสาขา ณ สกลนคร) ซูโม่ เป็บซี่ (ธีรวัฒน์ ทองจิตติ) ตลกรุ่นเก๋าที่คนดูอายุ 30 ขึ้นไปรู้จักกันดี จากหนึ่งในสมาชิกกลุ่มซูโม่สำอาง และ ‘ปลาดุก’ ตลกน้องใหม่หน้าตาย ที่แค่โผล่หน้าไม่ต้องแสดงอาการใดๆ ก็เรียกเสียงฮาได้แล้ว

ตลอดครึ่งแรกของ “โกยเถอะเกย์” หนังทำได้ดีในการเรียกเสียงหัวเราะ จากมุกตลกประดามี ที่ว่ากันตั้งแต่ฉากเปิดเรื่องกับการแนะนำให้คนดูรู้จัก ‘ปั๊มน้ำมันร้าง’ สถานที่เกิดเหตุสำคัญในหนัง การนำพาคนดูไปรู้จักกับตัวละครสำคัญ ‘อู๊ด’ กับ ‘ใหญ่’ ตลอดจนความสัมพันธ์ของตัวละครแต่ละตัวที่นำพามาสู่ปัญหาทั้งหมด และที่สำคัญคือการใช้ประโยชน์จากตัวละครในหนังเรื่องผ่านๆ มา ได้อย่างชาญฉลาด เป็นอีกหนึ่งสีสันสำคัญของเรื่อง ถึงแม้จะปรากฏตัวเพียงไม่กี่ฉาก แต่สองนักแสดงคู่บุญในหนังของยุทธเลิศ นั่นก็คือ คู่หูตำรวจ ผู้หมวดอังเคิล (อดิเรก วัฏลีลา) และจ่าบุญถิ่น (บุญถิ่น ทวยแก้ว) กับฉากเจอผีที่เรียกเสียงหัวเราะได้ครึกครื้นไม่แพ้ “บุปผาราตรี” (2546, 2548) ทั้งสองภาคที่ผ่านมา

แต่น่าเสียดายที่ช่วง 20 นาทีสุดท้ายหนังกลับหมดแรง มุกตลกทั้งหลายเกิดอาการกระสุนด้านไม่ทำงาน พล็อตเรื่องที่ดูเหมือนจะมีอะไรในตอนแรก ก็กลับหมดความน่าสนใจชวนให้ติดตาม สุดท้ายหนังเหมือนหาทางออกไม่ได้เลยจบเอาดื้อๆ…ความสัมพันธ์ของตัวละครรวมถึงสถานการณ์ต่างๆ เหมือนยังไม่ถูกคลี่คลาย ไม่ก่อให้เกิดความประทับใจหรือคล้อยตามไปกับตัวละครเหมือนในหนังทุกเรื่องที่ผ่านมาของผู้กำกับ ยุทธเลิศ

เสน่ห์ที่หายไปใน “โกยเถอะเกย์” ซึ่งอาจทำให้หนังเรื่องนี้ไม่โดนใจแฟนหนังของเขา ที่เฝ้าติดตามผลงานมาตลอด ก็คือสถานการณ์ชุลมุนอลหม่าน หรือความสัมพันธ์เชิงซ้อนของตัวละคร ที่ยุทธเลิศมีวิธีจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างสนุกสนาน และหาทางออกให้ทุกปัญหาอย่างลงตัวด้วยความแยบยล…จริงอยู่หากย้อนกลับไปมองว่า นี่คือหนังที่เจ้าตัวตั้งใจประกาศตั้งแต่แรกว่า ต้องการทำหนังตลกล้วนๆ มากกว่าที่จะให้ความสำคัญกับเนื้อหา แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความสนุกสนานในหนังของยุทธเลิศแต่ละเรื่อง อยู่ที่การดำเนินเรื่องราวซึ่งเล่นกับเงื่อนไขของสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นในหนังอย่าง “มือปืนโลกพระจัน” และ “สายล่อฟ้า” การให้ความสำคัญต่อรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนดูมองข้าม ก่อนจะย้อนกลับมาส่งผลสำคัญต่อเรื่องชนิดที่เราคาดไม่ถึงเช่นใน “บุปผาราตรี” ภาคแรก

แต่สิ่งที่เพิ่มเข้ามาใน “โกยเถอะเกย์” และไม่น่าเชื่อว่า ยุทธเลิศ จะนำมาใช้ได้อย่างลงตัว ถูกที่ถูกทางไม่ดูประดักประเดิด ก็คือประเด็นเรื่องของ ‘กรรม’ หนำซ้ำยังใช้วิธีเล่าแบบตรงไปตรง แต่กลับไม่รู้สึกว่าเชย โดยการแบ่งหนังเป็นองก์ๆ แล้วบอกกับคนดูตรงๆ ว่า นี่คือ ‘ปฐมบทแห่งกรรม’ นี่คือ ‘อุบัติกรรม’ ‘วิบากกรรม’ และสุดท้ายก็คือ ‘กรรมสนองกรรม’ ที่ตรงกับความเชื่อทางพุทธศาสนานั่นเอง ซึ่งทั้งหมดนั้นคือสิ่งที่เคยปรากฏอยู่ใน “กระสือวาเลนไทน์” หนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของเขานั่นเอง

หนังจอกว้าง – ณัฐพงษ์ โอฆะพนม

ที่มาจากหนังสือพิมพ์