อิ่มหัวใจ-รับไออดีต กับ มะหมา 4 ขาครับ

Home / วิจารณ์หนัง / อิ่มหัวใจ-รับไออดีต กับ มะหมา 4 ขาครับ

ต้องยอมรับว่า “หนังตัวอย่าง” ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่มีผลต่อการตัดสินใจตีตั๋วดูหนังของคนไทยอยู่ไม่น้อย และบ่อยครั้งเหลือเกิน ที่เราต้องผิดหวังกับหนังที่สนุกเฉพาะตัวอย่าง ส่วนตัวหนังฉบับเต็มนั้นเข้าขั้นดิ่งลงเหวจนเกินจะบรรยาย

ในขณะเดียวกัน หลายคนก็ต้องพลาดหนังดีๆ ไปอย่างน่าเสียดาย เพียงเพราะว่าหนังตัวอย่างไม่สามารถดึงดูดความสนใจ รวมถึงสตางค์ในกระเป๋าของพวกเขาได้

หนังไทยเรื่อง “มะหมา 4 ขาครับ” ก็น่าจะเข้าข่ายนั้น ไม่ถึงกับว่าตัวอย่างหนังถูกตัดออกมาไม่ดีหรอก แต่ใครจะไปคิดว่าหนังที่มีแต่หมาวิ่งเล่นไปมา หรือไม่ก็คอยทำให้เจ้าของบ้านหัวปั่นวุ่นวายมันจะน่าสนุกตรงไหน ยิ่งเป็น (หนัง) หมาไทย ที่สร้างโดยคนไทย ยิ่งไม่น่าสนใจเข้าไปใหญ่

“ซึ่งคนที่คิดแบบนั้น อาจจะลืมไปแล้วก็ได้ว่า ครั้งหนึ่งก็ไม่มีใครนึกฝันเหมือนกันว่าคนไทยจะสร้างแอนิเมชั่นดีๆ อย่าง “ก้านกล้วย” ออกมาได้”

ดูจากตัวอย่างและหน้าหนัง เราเองก็คิดว่าแค่ไปดูความน่ารักของน้องหมา ก็น่าจะพอถูๆ ไถๆ และปลอบใจตัวเองได้แล้วว่า คงไม่เสียเวลาไปสักเท่าไหร่ หากเมื่อได้เข้าไปสัมผัสจริงๆ กลับรู้สึกว่านี่คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดช่วงหนึ่งของชีวิตการดูหนัง (ไทย) เลยทีเดียว

หมาๆ นักแสดงไม่ได้ออกท่าออกทางได้อย่างมืออาชีพ บทพากย์เองก็ไม่ได้ลื่นไหล อีกทั้งเนื้อเรื่องก็ไม่ได้หนักแน่นจนหาที่ติไม่ได้ แต่เราเชื่อว่าหลายคนพร้อมจะมองข้ามข้อด้อยเหล่านี้ไปได้ไม่ยาก เนื่องจากได้สัมผัสกับความดีงามอื่นๆ ของหนังไปเสียก่อนแล้ว


อย่างแรกเลยคือ 2 ผู้กำกับฯ อย่าง “พันธุ์ธัมม์ ทองสังข์” และ “สมเกียรติ วิทุรานิช” รวมถึงทีมงานอื่นๆ ไม่ได้ทำหนังเรื่องนี้อย่างลวกๆ หากแต่พิถีพิถันเสียจนเราอดชื่นชมไม่ได้ ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ เลยก็คือ การกำกับแสง ซึ่งในเรื่อง เราจะได้เห็นน้องหมาเล่นหนัง โดยมีฉากหลังเป็นแสงของพระอาทิตย์ยามลับขอบฟ้า (หรือไม่ก็กำลังจะขึ้นไปทำหน้าที่ของมัน อันนี้ไม่ชัวร์) คิดดูละกันว่าแค่กำกับฯหมาให้เป็นไปตามต้องการก็ยากแล้ว ยังจะมาเกิดพุทธิไอเดียใช้แสงธรรมชาติที่บังคับไม่ได้มาใส่ในหนังอีก (ซึ่งก็หมายความว่าถ้าน้องๆ สี่ขายังเล่นไม่ได้ดั่งใจ ก็ต้องรอพระอาทิตย์ขึ้นและตกกันใหม่อีกรอบ?)

และในห้วงยามที่คนเมืองต่างก็บอบช้ำจากความวุ่นวายของการจราจร และอึดอัดเหลือทนกับความแออัดของตึกรามบ้านช่อง หนังก็ได้เยียวยาคนดูกลุ่มดังกล่าว ด้วยการพาพวกเขาไปสัมผัสกับบรรยากาศอันร่มรื่นและสงบสุขของวัด บ้านริมคลอง สวนผลไม้ ฯลฯ ซึ่งหลายคนใฝ่ฝันเหลือเกินว่าอยากให้กรุงเทพฯและอีกหลายๆ เมืองใหญ่กลับสู่ความเป็นไปเช่นนั้นอีกครั้ง

ไม่ใช่แค่สถานที่ แต่หนังยังพาเรากลับไปรับไออุ่นแห่งอดีตจากเพลงไทยเก่าๆ รวมถึงมุขตลก (อันทรงคุณค่า) ของหนังไทยระดับอมตะอย่าง “บ้านผีปอบ” พร้อมกันนี้ หนังยังพาดาวตลกรุ่นเก่าอย่าง 3 ซูโม่ คือ “เจี๊ยบ-วัชระ ปานเอี่ยม”, “เอ๋-เกรียงไกร อมาตยกุล” และ “ตุ๋ย-อรุณ ภาวิไล” กลับมาให้พวกเราได้เห็นหน้า และได้หวนคิดถึงหนังไทยในสมัยอดีตอีกครั้ง (หลังจากที่ต้องเห็นแต่หน้าของโก๊ะตี๋และผองเพื่อนมาร่วมทศวรรษ)


ในส่วนของเนื้อหา อย่างที่บอกว่ามันไม่ได้ดีจนไร้ที่ติ และก็อย่างที่บอกว่าเราพร้อมจะมองข้ามมันไป เพราะได้ให้ใจกับฉากอื่นๆ ที่เหลือไปแล้ว โดยเฉพาะฉากที่บรรดาน้องหมารวมพลังกันข้ามถนน ที่จะว่าไปมันก็เป็นเรื่องธรรมดาที่สัตว์สี่ขาจะทำอะไรแบบนั้น แต่หนังก็ทำให้เราเห็นว่าภารกิจนี้มันช่างน่าตื่นเต้นเหลือเกิน ที่สำคัญคือภูมิหลังของการข้ามถนน รวมถึงองค์ประกอบอื่นๆ เช่น จังหวะและภาพ ทำให้เรารู้สึกว่าการกระทำของพวกเขาช่างงดงามยิ่งใหญ่ไม่แพ้วีรกรรมกู้ชาติของบรรดาทหารหาญเลย

นอกจากนี้ การที่บรรดาหมาๆ ต้องปวดหัวและหวาดหวั่นกับการข้ามถนน 10 กว่าเลน ยังช่วยตอกย้ำภาพการเปลี่ยนแปลงของสังคมไทย คือจากที่เคยอยู่กันอย่างสงบเมื่อครั้งอดีต ก็ต้องเปิดรับความเจริญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในขณะเดียวกัน ถนนซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความเจริญดังกล่าว ก็บ่งบอกอย่างอ้อมๆ เหมือนกันว่า มันได้ทำให้ความสัมพันธ์ของชุมชน 2 ฝั่งฟากถนนถูกผลักให้ห่างไกลกันกว่าเดิมแล้ว

สำหรับการให้เสียงพากย์ แม้จะไม่ค่อยลื่นไหลไปกับปากของบรรดาเจ้าสี่ขาอย่างที่ได้เกริ่นไว้ แต่ข้อด้อยนั้นก็ถูกกลบไปได้ด้วยมุขตลกที่มีตั้งแต่มุขชาวบ้านๆ ไปจนถึงมุขหยอดการเมือง (“ร่างกฎหมาเสร็จ พวกเอ็งก็คงได้จ่าฝูงตัวใหม่”) นอกจากนี้ น้ำเสียงของผู้พากย์ยังมีส่วนทำให้รสชาติของหนังดีขึ้นอีกด้วย พูดง่ายๆ คือไม่เป็นตัวพาหนังล่มจมอย่างที่เรากังวลไว้แต่แรก และในส่วนของการพากย์นี้เอง ที่หนังได้แถมเบื้องหลังมาเป็นกำไรให้กับผู้ชม ซึ่งมันก็เป็นกำไรที่ทำให้เรายิ้มได้กว้างมากๆ เสียด้วยสิ

แม้หนังจะทำให้คนดูสนุกและอารมณ์ดีมากมาย แต่ในขณะเดียวกัน มันก็ทำให้เราเสียน้ำตาไปกับมิตรภาพของหมาๆ และความจงรักภักดีที่สัตว์สายพันธุ์นี้มีต่อผู้เป็นเจ้าของด้วย พร้อมกันนี้ เราก็ยังถือโอกาสหลั่งน้ำตาแห่งความปลาบปลื้มให้กับหนังไทยเรื่องนี้ไปในเวลาเดียวกันด้วย

นั่นคือความรู้สึกในฐานะคนดู แต่ในฐานะคนทำ เราคิดว่านี่เป็นหนังที่ผู้ที่มีเอี่ยวทุกคน (และทุกตัว) ควรจะภาคภูมิใจ

“ส่วนในฐานะของคนที่ยังไม่ได้ดู เราอยากบอกคุณว่า หากรู้สึกว่านานแล้วที่ไม่ได้ชมภาพยนตร์ไทยดีๆ หนังเรื่องนี้จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์