Syndromes and a Century แสงศตวรรษ

Home / วิจารณ์หนัง / Syndromes and a Century แสงศตวรรษ

แสงศตวรรษ (Syndromes and a Century) เป็นภาพยนตร์เรื่องยาวลำดับที่ 5 ของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับฯที่กวาดรางวัลจากเทศกาลหนังในต่างประเทศมาแล้วนับไม่ถ้วน อาทิ เรื่อง “สุดเสน่หา” ที่ไปคว้ารางวัล Uncertain Regard จากเทศกาลหนังเมืองคานส์ปี 2002 หรือ สัตว์ประหลาด ที่ไปได้รางวัล Jury Prize มาจากเทศกาลเดียวกัน แต่เป็นปี 2004

รางวัลจากสถาบันต่างๆ อาจจะรับประกันคุณภาพของภาพยนตร์ได้ แต่ไม่ได้รับรองว่าจะถูกใจผู้ชมเสมอไป (ความจริงก็คือ รสนิยมของกรรมการตัดสินหนังและผู้ชมทั่วไปมักจะแปรผกผันกันเสียเป็นส่วนใหญ่) ซึ่งหนังของอภิชาติพงศ์ก็เช่นเดียวกัน เสียงร่ำลือจากคนที่ได้ดูมาก่อน ว่าหนังจัดอยู่ในประเภทติสต์แตกและดูไม่รู้เรื่อง ส่งผลให้คนที่รอหยั่งเชิงอยู่นอกโรงออกอาการขยาด จนไม่ปรารถนาจะตีตั๋วเข้าไปชมภาพยนตร์เรื่องใดๆ ของเขา

ซึ่งคงถือเป็นเรื่องน่าเสียดายมาก หากอคตินั้น จะเป็นตัวปิดกั้นให้คุณไม่มีโอกาสเสพงานของผู้กำกับฯคนนี้ไปตลอดกาล เพราะเอาเข้าจริงแล้ว หนังของอภิชาติพงศ์ดูสนุกอย่าบอกใครเลยทีเดียว

เพียงแต่ว่ามันอาจจะเป็นความสนุกที่คนไทยไม่คุ้นชินเท่านั้นเอง

“แสงศตวรรษ” มีความคล้ายคลึงกับผลงานที่ผ่านๆ มาของอภิชาติพงศ์อยู่ประการหนึ่งคือ ตัวหนังจะดำเนินไปเรื่อยๆ ไม่มีฮุค และไม่มีลูกตื่นเต้นหวือหวาสักเท่าไหร่ ซึ่งธรรมดาเรื่องเล่าแบบนี้ ให้รักการดูหนังแค่ไหน ก็ยากเหลือเกินที่จะนั่งติดอยู่กับที่โดยไม่หลับใหลไปเสียก่อนได้

ทว่า หนังเรื่องนี้ (รวมถึงเรื่องที่ผ่านๆ มาของเขา) กลับมีเสน่ห์อย่างร้ายกาจ เพราะหนังมีอารมณ์ขันอันเกิดจากบทสนทนาที่แสนจะเป็นธรรมชาติ และก็เป็นบทสนทนานั้นเองที่ได้สร้างให้นักแสดงโนเนมกลายเป็นที่รักของผู้ชม โดยไม่ต้องอาศัยหน้าตาสวยหล่อสุดขั้วใดๆทั้งสิ้น ซึ่งหมอเตย (นันทรัตน์ สวัสดิกุล) ก็เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของผลิตผลแห่งบทสนทนาอันทรงเสน่ห์นั้น

นอกจากบทพูดที่เป็นธรรมชาติ “แสงศตวรรษ” ยังเหมือน “สัตว์ประหลาด” ในแง่ที่ว่าหนังแบ่งเป็น 2 องก์ โดยองก์แรก เป็นการเล่าถึงชีวิตของแพทย์หญิงในโรงพยาบาลต่างจังหวัด ซึ่งน่าจะเป็นส่วนที่ทำให้ผู้ชมรักหนังเรื่องนี้ได้ไม่ยาก เพราะนอกจากจะมีอารมณ์ขันเหลือเฟือแล้ว หนังยังผสมผสานความรักที่แสนโรแมนติค และความเชื่อเรื่องบาปกรรม-การกลับชาติมาเกิด ได้อย่างน่าประทับใจอีกด้วย

ส่วนองก์หลัง หนังเล่าถึงชีวิตการงานและชีวิตรักของแพทย์หนุ่มในโรงพยาบาลในเมืองทันสมัย โดยในส่วนนี้ อภิชาติพงศ์นำเสนอในเชิงสัญลักษณ์และนามธรรมทำนองเดียวกับองก์หลังของ “สัตว์ประหลาด” ซึ่งถ้าไม่หลับใหลงุนงงไปเสียก่อน ผู้ชมก็จะได้สัมผัสกับความมหัศจรรย์ในการถ่ายทอดแนวคิดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของโลก การมองสู่อนาคต และการทำซ้ำของพฤติกรรมมนุษย์ แบบสนุกสมองเลยทีเดียว

อภิชาติพงศ์อุทิศหนังเรื่องนี้ให้แก่พ่อและแม่ของเขา โดยเล่าเรื่องผ่านฉากหลังที่เกิดจากความทรงจำที่มีต่อโรงพยาบาลในจังหวัดขอนแก่น สถานที่ที่เขาเติบโตมา “แสงศตวรรษ” จึงเป็นหนัง “ส่วนตัว” อีกเรื่องของผู้กำกับฯคนนี้ ที่ถ่ายทอดออกมาในแบบที่เจ้าตัวพูดชัดๆว่า “ไม่แคร์ผู้ชม” เหมือนเดิม

แต่ถ้าหนังเรื่องนี้จะไปโดนใจใครเข้า อภิชาติพงศ์บอกเขาจะดีใจมาก

ซึ่งหลังจากดูแล้วเราก็เชื่อว่า ถ้าหนังเรื่องนี้ได้ปรากฏสู่สายตาผู้ชม เขาจะมีโอกาสได้ “ดีใจมาก” อย่างแน่นอน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์