Syndromes and “Censorship” เมื่อ ความมืด มาเยือน แสงศตวรรษ

Home / วิจารณ์หนัง / Syndromes and “Censorship” เมื่อ ความมืด มาเยือน แสงศตวรรษ

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
www.aloneagain.bloggang.com

เมื่อต้นปีผู้เขียนใช้พื้นที่ตรงนี้สัปดาห์หนึ่งเขียนถึงหนังไทยเรื่อง Syndromes and a Century หรือ แสงศตวรรษ หนังเรื่องล่าสุดของ “เจ้ย” อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ซึ่งในช่วงเวลานั้นเพิ่งได้รับเลือกจากนักเขียน-นักวิจารณ์ในสังกัดของนิตยสาร Film Comment ให้เป็นหนังยอดเยี่ยมอันดับหนึ่งประจำปี 2006 ในสาขาหนังที่ยังไม่ได้ฉายในสหรัฐอเมริกา

เขียนถึงความเป็นมาของหนัง เค้าโครงเรื่อง ก่อนจะตบท้ายด้วยคำถามว่า หนังไทยแท้ๆ ที่ได้ฉายอวดความงดงามต่อชาวต่างชาติ ทั้งยังดีเด่นได้รับเสียงยอมรับยกย่องมากมาย

เมื่อไรจะมีโอกาสฉายในไทย…ซึ่งเป็น “บ้านเกิด” ของหนังเองเสียที

กระทั่งปลายเดือนที่แล้วมีข่าวดีแว่วมาว่า “แสงศตวรรษ” มีกำหนดเข้าฉายวันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน ใน 2 โรงภาพยนตร์ย่านใจกลางเมือง

ตอนนั้นผู้เขียนไม่ทราบรายละเอียดว่าใครซื้อหรือเป็นธุระนำหนังเรื่องนี้มาจัดจำหน่าย ตั้งใจแต่เพียงว่าเมื่อหนังเข้าฉาย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไม่พลาด กระทั่งได้รับอี-เมลจากคุณ ไกรวุฒิ จุลพงศธร นักวิจารณ์ภาพยนตร์-หัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสารไบโอสโคป แจ้งว่า ทางไบโอสโคปและคุณเจ้ย-อภิชาติพงศ์เองนั่นล่ะที่ร่วมกันเข็น “แสงศตวรรษ” เข้าฉายโดยไม่ได้พึ่งค่ายหนังใดๆ (เพราะคงไม่มีใครให้พึ่ง)

ผลงานซึ่งฉายมาแล้วหลายประเทศ ได้รับการยกย่องยอมรับในระดับนานาชาติ ขณะที่ผู้กำกับเองก็มีที่ทางของตนเองในระดับหนึ่งบนเวทีหนังโลก ทำไมยังต้องลงมาผลักดันให้ผลงานได้ฉายในบ้านเกิด

นี่ย่อมไม่ใช่เหตุผลเรื่องตัวเลขรายรับ เพราะหนังแบบนี้มองไม่เห็นทางได้กำรี้กำไร หากคงเป็นเรื่องของความผูกพันกับรากเหง้าของตนเอง และตระหนักอยู่เสมอว่าตนเองเป็นคนไทยที่ตั้งใจทำ “หนังไทย”


ฉะนั้น หนังจึงควรได้รับโอกาสฉายในบ้านเกิดเพื่อให้คนไทยได้ชม…

แต่ก็นั่นแหละครับ, โอกาสนั้นใช่ว่าจะมาถึงอย่างง่ายดาย โดยเฉพาะเมื่อ “บรรทัดฐาน” ของอะไรบางอย่างในบ้านนี้เมืองนี้ซึ่งส่อมาตลอดว่ามีแต่ความบิดเบี้ยวมืดบอดได้สำแดงฤทธิ์เดชอีกครั้งหนึ่ง

เชิญอ่านจดหมายด่วนฉบับนี้จากทีมงานไบโอสโคป (ตัดทอนออกบางส่วน)

เรียน ท่านสื่อมวลชนและท่านผู้อ่านทุกท่าน

เรื่อง งดฉายหนัง “แสงศตวรรษ”

ตามกำหนดการเดิม วันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายนนี้ จะเป็นวันแรกของการฉายภาพยนตร์เรื่องแสงศตวรรษ โดยจะเป็นการฉายแบบจำกัดโรงเพียง 2 โรงเท่านั้น หนังเรื่องนี้เป็นผลงานการกำกับของ เจ้ย-อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับหนังแนวศิลปะที่ได้รับการจับตาในวงการหนังระดับโลก จากผลงานเรื่องสุดเสน่หา และสัตว์ประหลาด และยังเป็นศิลปินเจ้าของรางวัลศิลปาธร ปี 2549 สาขาภาพยนตร์ จากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย

แสงศตวรรษเป็นหนังเรื่องล่าสุดของ “เจ้ย” ที่นอกจากจะได้แข่งขันในเทศกาลภาพยนตร์เมืองเวนิส และเดินทางไปฉายตามเทศกาลสำคัญต่างๆ มากกว่า 10 เทศกาลทั่วโลกแล้ว ในเดือนเมษายนที่ผ่านมา แสงศตวรรษเพิ่งคว้ารางวัลภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากเทศกาลหนังเอเชียโดวิลล์ ประเทศฝรั่งเศส และรางวัลลำดับภาพยอดเยี่ยม จาก Asian Film Awards ประเทศฮ่องกง

แต่แล้วกำหนดการฉายหนังก็ไม่ได้เป็นไปตามที่ทีมงานคาดไว้ เมื่อแสงศตวรรษไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์ โดยคณะกรรมการมีเงื่อนไขให้ฉายหนังเรื่องนี้ได้ก็ต่อเมื่อต้องตัดฉากสำคัญออกไป 4 ฉาก

เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ผู้กำกับ เจ้ย อภิชาติพงศ์ จึงตัดสินใจ “ไม่” ตัดทอนหนังเรื่องนี้ ดังนั้น ทางทีมงานจึงมีความจำเป็นต้องแจ้งให้ท่านสื่อมวลชนทราบว่า หนังเรื่องแสงศตวรรษ จะไม่เข้าฉายในประเทศไทย

ในขณะนี้ผู้กำกับอภิชาติพงศ์กำลังเดินทางโปรโมตภาพยนตร์ในประเทศสหรัฐอเมริกา เขาแสดงความเสียใจผ่านทางอี-เมลว่า

“ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด

“ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น

“มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป”

สำหรับความคืบหน้า หลังจากคุณอภิชาติพงศ์กลับมาถึงเมืองไทยแล้ว จะได้มีการจัดการแถลงข่าวเพื่อชี้แจงข้อสงสัยต่างๆ รวมทั้งเสวนาถึงการเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ในประเทศไทย โดยวัน เวลา และสถานที่จัดงานจะแจ้งให้ทราบอีกครั้ง

สรุปว่าผลงานของเจ้าของรางวัลศิลปาธร ปี 2549 สาขาภาพยนตร์ จากสำนักศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย ไม่ผ่านเซ็นเซอร์โดยคณะบุคคลที่ประกอบด้วยตัวแทนจากตำรวจ กระทรวงวัฒนธรรม แพทยสภา และอาจารย์ด้านสื่อจากมหาวิทยาลัย ซึ่งฉากแสลงใจดังกล่าวประกอบด้วยฉากพระเล่นกีตาร์ ฉากหมอดื่มสุราในโรงพยาบาลขณะปฏิบัติหน้าที่ และฉากอวัยวะเพศของหมอแข็งตัวใต้ร่มผ้า โดยไม่มีฉากกิจกรรมทางเพศต่อจากนั้น (อ่านรายละเอียดใน thaicinema.org โดยอัญชลี ชัยวรพร)

ครับ, บางฉากฟังเผินๆ อาจจะน่าหวาดเสียว แต่ต้องไม่ลืมว่าหนังไม่ใช่กำแพงสาธารณะที่เห็นใครพ่นสีใส่เมื่อใดก็ชี้ได้ว่าเป็นความผิด หากยังมีองค์ประกอบของเรื่องราว ความคิด และการตีความทางศิลปะเข้ามาเกี่ยวข้อง ฉะนั้น จึงไม่อาจตัดสินตามกฎระเบียบตายตัวอย่างที่เคยทำมาตลอด ผู้พิจารณาต้องมีความเข้าใจในสื่อภาพยนตร์ และควรเลิกคิดว่าหนังเรื่องหนึ่งจะไปทำลาย “คุณค่า” บางอย่างที่ดำเนินมายาวนานให้ย่อยยับลงกับตา

เหตุการณ์นี้ทำให้ผู้เขียนนึกถึงเรื่องราวของบุคคลผู้เป็นที่เคารพนับถือในอดีตที่ถูกรัฐกักขังเสรีภาพ บีบพื้นที่ให้เล็กลงเรื่อยๆ กระทั่งไม่อาจอยู่บนแผ่นดินเกิดได้

ไม่ได้ตั้งใจเปรียบเทียบสถานการณ์หรือยกความดีความงามมาเทียบเคียงหรอกครับ เพียงแต่เห็นใจคุณอภิชาติพงศ์ที่สูญเสียความตั้งใจ และถูกประเมินจากเจ้าหน้าที่บ้านเมืองว่าทำไม่ถูกต้อง ทั้งที่งานดังกล่าวได้สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยมานักต่อนัก

และอยากจะบอกว่าไม่ว่าวันวานหรือวันนี้ เรายังต้องแสวงหา “เสรีภาพ” กันต่อไป ท่ามกลางความคับแคบซึ่งไม่เคยเปลี่ยนแปลงในหมู่คณะของคนเพียงหยิบมือที่มีสิทธิตัดสินเพื่อทำลายแม้กระทั่ง “ความดี-ความงาม” ที่ตนเองไม่รู้จัก

ย้ำนะครับ, ตัดสินเพื่อทำลาย “ความดี-ความงาม” ที่ตนเองไม่รู้จัก

คุณมีสิทธิอะไร?…

หมายเหตุ : สถานการณ์ลำดับต่อมาคือ คณะกรรมการไม่ยอมคืนฟิล์มภาพยนตร์ โดยอ้างว่าจะ “ตัดฉากที่มีปัญหาทิ้งเองเสียก่อน” ทั้งที่ทีมงานยืนยันว่าไม่ต้องการฉายหนังเรื่องนี้แล้ว

นี่เรามาไกลจากยุค “เผาหนังสือ” แล้วไม่ใช่หรือ?!?

ที่มาจากหนังสือพิมพ์