Black Book เมื่อมนุษยนิยมถูกลบความหมาย

Home / วิจารณ์หนัง / Black Book เมื่อมนุษยนิยมถูกลบความหมาย

เดวิด เฮนรี คงไม่ใช่นักมนุษยนิยมคนเดียว ที่พยายามส่งเสียงผ่านบทกวีของเขาหลายๆ ครั้ง ว่าเมื่อโลกเข้าสู่ยุคสมัยใหม่นั้น ความเป็นคนก็ดี หรืออะไรที่เกี่ยวพันกับ “มนุษยนิยม” จะค่อยๆ ถูกทำลายลงไปอย่างเรื่อยๆ

และอย่างน้อยๆ ก็ไม่ใช่ แซม เมนเดส ที่ให้ความเป็นคนนั้นตกอยู่ในระดับเดียวกับทาส ผ่านวัฒนธรรมภาพลักษณ์ ยึดติดกับเปลือกภายนอกอย่างใน American Beauty เพราะ แบร์โตลุคชี เองก็ค่อยๆ ใช้วงกระเพื่อมของน้ำใน Last Tango in Paris เมื่อปี 1972 แสดงปรัชญาอะไรบางอย่างเกี่ยวกับนัยของมนุษยวิทยา

ผมคิดเอาว่า แม้ Black Book จะไม่ได้ให้ ราเชล สไตน์ แสดงความหมายอะไรมากนักกับฉากโยนหินลงน้ำในฉากเปิดและฉากปิดเรื่อง แต่โดยการตีความของหนังแล้ว นี่คือเรื่องราวที่ยังคงยืนยันแก่นเรื่องที่ปรากฏในหนังของ พอล เวอร์โฮเวน มาตลอด

พอล เวอร์โอเวน มีความสนใจร่วมอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์และการปะทะ เสียดทานรุนแรงกับความเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ ที่จะสามารถค่อยๆ ทำลายความเป็นคนลงไปเรื่อยๆ

หลักฐานอย่างหนึ่งที่มักปรากฏในหนังของเขาก็คือ การที่มนุษย์ตกอยู่ในภาวะอับจนต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นเครื่องจักรกลใน Total Recall เอเลียนใน Starship Trooper ด้านมืดของมนุษย์ด้วยกันเองใน Basic Tnstinct และการทำลายความหมายของมนุษย์ลงใน Show Girl

ผมรู้สึกว่า พอล เวอร์โฮเวน ฉลาดมากที่ใช้ฉากใดฉากหนึ่ง แสดงในสารที่เขาต้องการ เช่นในหนังเรื่อง Black Book เขาลงโทษตัวละครอย่าง ราเชล ด้วยการให้พฤติกรรมแบบฟาสซิสต์ ค่อยทำลายความเป็นคนจนหมดความนับถือในตัวเองลงไป ด้วยการให้เธอถูกกองอุจจาระ ราดลงตัวจนชุ่มฉ่ำ (จำได้หรือว่านี่คือ วิธีการอย่างหนึ่ง ที่ผู้ก่อการร้ายจากโลกตะวันออก ใช้ทำลายความเป็นมนุษย์ของนักโทษ เพื่อให้เขาหมดความนับถือในตัวเอง เพื่อสารภาพความลับออกมา)

หนังเรื่องนี้ย้อนกลับไปยังทศวรรษที่ 40-50 ยุคสมัยที่นาซีกำลังแผ่อิทธิพลและรุกรานโลกจนเกิดสงคราม ราเชล สไตน์ (แคไรซ์ ฟาน ฮูเทน) นักร้องสาวสวยชาวยิว ที่บ้านพักของเธอถูกทำลายด้วยระเบิดที่บอมบ์จากเครื่องบิน และเมื่อมีการส่งสัญาณเตือนถึงภัยร้ายที่จะมาถึง

เธอจึงตัดสินใจที่จะข้ามพรมแดนของเขตอุทยานแห่งชาติ เบียสบอสช์ ไปยังดินแดนอิสระทางตอนใต้ของเนเธอร์แลนด์ร่วมกับกลุ่มของชาวยิวอื่นๆ และครอบครัวของเธอ แผนการนี้เริ่มขึ้นเมื่อมีการติดต่อจากคนที่อ้างตัวว่า เป็นสมาชิกองค์กรใต้ดินเหมือนกัน หาเรือให้ลำหนึ่งเพื่อหลบหนี

แต่แล้วระหว่างคืนหนึ่งที่เรือกำลังล่องลอยจากฝั่ง ก็ถูกสกัดกั้นโดยหน่วยลาดตระเวนของเยอรมนีและบรรดาเพื่อนผู้อพยพทั้งหลายต่างถูกสังหารจนหมดเหลือรอดเพียง ราเชล คนเดียวเท่านั้น

เธอโดดลงน้ำและลอยคออยู่ในน้ำเพื่อจะจำใบหน้าของนายทหารที่สั่งให้ยิงทุกคนจนตายหมด จากเหตุการณ์นั้น เธอเข้าร่วมกับกลุ่มผู้ต่อต้านโดยใช้นามใหม่ว่า เอลลิส เด วรีส และย้อมสีผมและเส้นขนต่างๆ ให้เป็นสีทองใหม่

เหตุการณ์ต่างๆ นำพาเธอไปรู้จักกับ มุนท์ซ (เซบาสเตียน โคช) เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของเยอรมนีด้วยเช่นกัน แน่นอน เขาหลงใหลเธอเป็นอย่างมากจึงเสนองานให้เธอทำ ซึ่งเธอก็ต้องแลกกับการหลับนอนมีเซ็กส์กับเขา

การที่ เอลลิส ต้องยอมมีเซ็กส์กับนายทหารเยอรมันนั้น เพราะว่ากลุ่มผู้ต่อต้านก็คิดแผนการเพื่อปลดปล่อยเพื่อนนักสู้ที่ถูกคุมขังให้เป็นอิสระโดยความช่วยเหลือของเอลลิส แต่แผนการถูกตลบหลังและล้มเหลวอย่างไม่เป็นท่า

ทั้งฝ่ายกลุ่มต่อต้านและเจ้าหน้าที่รัฐของเยอรมนีต่างกล่าวหาว่าเป็นความผิดของเอลลิส เธอต้องกลับมาใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ อีกครั้ง โดยครั้งนี้พ่วงเอา มุนท์ซ เข้ามาร่วมชะตากรรมด้วย ทั้งคู่ต่างเฝ้ารอคอยให้สงครามยุติลง

พอล เวอร์โอเวน พิสูจน์อีกครั้งว่า เขาถนัดกับทางแอ็คชั่นที่มีบรรยากาศของดราม่าติดเข้มๆ และที่โดดเด่นมากก็คือ ค่อยๆ ดึงเอาความเป็นมนุษย์ของตัวละครออกมาชำแหละเสียยับเยิน

สิ่งที่ Black Book พยายามจะบอกนั้น ไม่ใช่เรื่องอันใดเกี่ยวกับสงครามเลย นี่ไม่ใช่เรื่องของนาซีทำลายโลก ไม่ใช่เรื่องของสงครามโลกครั้งที่สอง แต่เป็นแนวคิดที่ว่า มนุษย์นั้นต่างมีจุดอ่อนและความเปราะบางที่จะทำร้ายกันและกันด้วยตัวเอง

มุนท์ซกับทหารเยอรมัน หรือฮานซ์กับฝ่ายองค์กรใต้ดิน รวมไปถึงประชาชนของชาติเนเธอร์แลนด์กับคนในชาติ ต่างมีปัญหาในการจัดการกับตัวเองทั้งสิ้น

เพราะต่อให้ไม่มีสงครามใดๆ ในพื้นพิภพ การทำศึกนั้นก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่ดีกับตัวตนของตัวเอง

ดูถึงตรงนี้ ตัวละครที่ถูกขังอยู่ในโลงศพและน้ำที่กระเพื่อมเป็นวงในตอนเปิดและปิดนั้น ก็น่าจะชัดเจนแล้วถึงสิ่งที่หนังอยากจะพูด

นอกจากมะหมา 4 ขาครับ, Copying Beethoven, เมล์นรก หมวยยกล้อ แล้ว หนังอย่าง Black Book ถือเป็นอีกเรื่องที่น่าดูในช่วงสงกรานต์นี้

(ล่าสุด Film Comment นิตยสารหนังที่ดีที่สุดในโลกเล่มหนึ่ง จัดอันดับให้หนังเรื่องนี้ติดอยู่ใน 10 อันดับแรกของหนังดีที่สุดของปี 2006)

นันทขว้าง สิรสุนทร 
 
ที่มาจากหนังสือพิมพ์