The Good Shepherd ชะตากรรมของสายลับ

Home / วิจารณ์หนัง / The Good Shepherd ชะตากรรมของสายลับ

กระแสความนิยมที่มีต่อหนังตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ส่งผลให้หนังหลายเรื่องจากฮอลลีวู้ดลงโรงฉายในบ้านเราล่าไปพอสมควร ดังกรณีของ The Good Shepherd ผลงานการกำกับเรื่องแรกของ โรเบิร์ต เดอ นีโร ที่ออกฉายในสหรัฐอเมริกามาตั้งแต่ปีกลาย มิหนำซ้ำ หนังเรื่องนี้ยังเคยมีฐานะเป็นหนังตัวเต็งออสการ์ แต่ในที่สุดก็ได้เข้าชิงเพียงสาขา Art Direction เท่านั้น (เช่นเดียวกับการได้เข้าชิงสาขาคล้ายๆ กันนี้ในเวทีอื่นๆ)

ความน่าสนใจของหนัง ไม่เพียงฝีมือการกำกับเรื่องแรกของดารานักแสดงเจ้าบทบาทอย่าง โรเบิร์ต เดอ นีโร แต่ยังอยู่ที่การคัดเลือกดาราแสดงระดับแนวหน้าอย่าง แม็ทท์ เดม่อน, แองเจลิน่า โจลี่, จอห์น เทอร์เทอโร่, อเล็ค บอลด์วิน มาประชันบทบาทกันอย่างเข้มข้น เมื่อผนวกกับฉากท้องเรื่องที่เกี่ยวข้องกับสายลับในยุคสงครามเย็น จึงเป็นหนังแนวระทึกขวัญ-ดราม่า (Drama-Thriller) ที่น่าสนใจไม่น้อย

The Good Shepherd เป็นหนังที่นำเสนอเรื่องราวของการย้อนกำเนิด ซีไอเอ (Central Intelligence Agency – CIA) องค์กรสืบราชการลับของอเมริกา ซึ่งหนึ่งในแกนนำคือ เอ็ดเวิร์ด วิลสัน รับบทโดย แม็ทท์ เดม่อน เข้าใจดีถึงความหมายของการรักษาความลับ นั่นคือการทำสิ่งต่างๆ ด้วยความรอบคอบ และการปฏิบัติตนตามพันธะสัญญาต่อองค์กร

เมื่อครั้งยังเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยเยล เขาเคยเข้าร่วมสมาคมลับ ‘Skull and Bones’ อันเป็นสถานที่หล่อหลอมบรรดาผู้นำของโลกสมัยใหม่ แล้วจึงมาเข้าทำงานกับซีไอเอในยุคบุกเบิก ช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ด้วยความอุทิศตนและทุ่มเทให้กับการทำงาน จนกลายมาเป็นผู้วางรากฐานการปฏิบัติงานของ ซีไอเอ ในช่วงสงครามเย็น แต่ขณะเดียวกัน การทุ่มเทชีวิตทั้งหมดให้กับงาน ทำให้เขาต้องสูญเสียภรรยาและลูกชาย ซึ่งเป็นครอบครัวที่รักของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้

จากความเห็นของผู้ที่ชมแล้ว ระบุว่าหนังที่มีความยาวเกือบ 3 ชั่วโมงเรื่องนี้ อาจดำเนินเรื่องในช่วงแรกค่อนข้างเฉื่อยเนือยพอสมควร แต่ถ้าหากคุณยังไม่หลับไปเสียก่อนหลังจาก 15 นาทีผ่านไป จากนั้นทุกอย่างจะดำเนินไปในรูปรอยที่พึงจะเป็น โดยทุกองค์ประกอบของหนังทำได้อย่างสมบูรณ์ไร้ที่ติ ตั้งแต่บทบาทการแสดงของ แม็ทท์ เดม่อน ที่ค่อนข้างถนัดกับหนังแนวนี้ เรื่อยไปจนถึงการตัดต่อ ความต่อเนื่องทางอารมณ์ บทสนทนา และมุมกล้อง

สำหรับ โรเบิร์ต เดอ นีโร ซึ่งทำหน้าที่กำกับหนังเรื่องนี้เป็นครั้งแรก (ทว่าเจ้าตัวอดคันไม่ได้ ต้องมาเข้าฉากแสดงด้วย) ถือว่าน่าจะได้รับอิทธิพลจากผู้กำกับระดับตำนาน มาร์ติน สกอร์เซซี มาไม่น้อย โดยเฉพาะในแนวทางการนำเสนอเรื่องที่มีโทนและเนื้อหาอันเข้มข้น นอกจากนี้ ด้วยวิญญาณนักแสดงของ โรเบิร์ต ที่ ‘แสดงออกมาจากภายใน’ ทำให้ แม็ทท์ เดม่อน ในหนังเรื่องนี้ ไม่ต่างจากร่างทรงของ โรเบิร์ต เท่าใดนัก

นายรันทด
ที่มา เสาร์สวัสดี