Me myself : รัก (ไม่) ฟั่นเฟือน

Home / วิจารณ์หนัง / Me myself : รัก (ไม่) ฟั่นเฟือน

เมื่อจะตั้งวงพูดเรื่อง หนังรัก แรกเริ่มเดิมทีคงไม่มีใครคิดถึงผู้กำกับที่ชื่อว่า พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง นักแสดงและผู้กำกับละครที่แต่ละเรื่องมักจะมีเรื่องราวของการไล่ล่า การต่อสู้ มีฉากบู๊ให้เห็นเสมอๆ แต่วันนี้เขาฝากฝีมือการกำกับหนังเรื่องแรกของเขาไว้ที่ Me Myself : ขอให้รักจงเจริญ ซึ่งเป็น หนังรัก

หนังรักเรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของ “อุ้ม (ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพ) หญิงสาวที่กำลังหมดอาลัยตายอยากในชีวิต เพราะเพิ่งถูกหักอกจากรักครั้งแรกเพื่อไปหาคนใหม่ที่ดีกว่าเธอเอง แถมยังมีภาระในการเลี้ยงดู โอม หลานชายตัวน้อยวัยไม่ถึง 10 ขวบ ลูกกำพร้าของพี่สาวที่เพิ่งตายไป อุ้มไม่เคยมั่นใจว่าจะทำหน้าที่นี้ได้ดี รวมถึงไม่เคยมั่นใจว่าจะทำงานที่รับผิดชอบอยู่ได้ดี และไม่เคยแม้แต่กล้าที่จะเชื่อว่าสิ่งที่ฝันเมื่อวัยเด็กนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ ด้วยชีวิตที่มีข้อจำกัดอันบีบรัดและวงแคบขึ้นทุกวัน และในขณะที่กำลังฟูมฟายอยู่นั้นเอง อุ้มก็ขับรถชนผู้ชายคนหนึ่งเป็นผลให้เขาความจำเสื่อมจำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อตัวเอง มีเพียงสร้อยคอที่ห้อยจี้เป็นตัวอักษรภาษาอังกฤษอ่านได้ว่า “แทน” เท่านั้น ผู้ชายคนนั้นจึงมีชื่อว่า “แทน” (อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม) ชั่วคราว และในชีวิตที่ขีดความสามารถน้อยๆ ของเธอ เธอต้องรับเขาไว้ในความดูแลอีกคน

เหตุการณ์ต่อจากนี้เป็นเรื่องราวความน่ารัก และได้อมยิ้มน้อยๆ กับการกระทำของคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร แต่ก็ยังแสดงออกซึ่งจิตสำนึกที่เคยมีอยู่ตลอด (อย่างที่ทราบมาในตัวอย่างหนังที่เขาไม่ปิดบังว่าก่อนหน้านี้ แทน คือสาวประเภทสองที่เป็นนางโชว์ชั้นเลิศ) เรื่องราวของหญิงชายคู่นี้ออกมาในปริมาณที่พอดีๆ ไม่ได้หวานเลี่ยน เป็นความรักในรสที่ไม่ล้นหลามเกินกว่าที่ชีวิตมนุษย์จริงๆ จะสามารถโอบอุ้มเอาไว้ได้

แต่เมื่อความจริงเปิดเผยออกมาพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อไป

ทีแรกคิดว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้พยายามชักชวนให้เราร่วมตามหาตัวตนที่แท้จริงของแทนว่าจะเป็นกะเทยนางหนึ่ง หรือว่าคทาชายนายหนึ่งกันแน่ แต่จริงๆ แล้วการที่เขาได้ก้าวล่วงเข้ามาในชีวิตของอุ้มนั้นก็เพื่อเปิดโอกาสให้อุ้มทลายกำแพงที่ตัวเองสร้างไว้ด้วยความไม่กล้าให้เธอค้นหาความฝันที่เคยมีในอดีต ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการค้นพบเนื้อในของทุกคน และตัวตนที่แท้จริงของคนเราต่างหาก อย่างที่ผู้กำกับได้กล่าวไว้เสมอๆ ในภาพยนตร์เรื่องนี้ว่า

“คนเรานั้นเราเลือกได้ว่าจะเป็นอะไร โดยแทบไม่ต้องรู้ก็ได้ว่า อดีตเป็นมาอย่างไร อยู่ที่ว่าตอนที่เลือกนั้นรู้สึกอย่างไรต่างหาก”

ส่วนอุ้มจะเลือกอย่างไร ไปดูกันเอง

ภาพยนตร์เรื่องนี้แม้จะเป็นหนังรักแต่ก็สมเป็นงานของพงษ์พัฒน์ การขยายสเกลงานจากละครมาขึ้นจอใหญ่ไม่กระทบกับองค์ประกอบในการถ่ายภาพมากนัก เขายังทำออกมาได้ดี ทุกวินาทีของภาพยนตร์ล้วนสื่อถึงความเป็นพงษ์พัฒน์อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ใช่แค่เพลงประกอบภาพยนตร์หรือเพลงประกอบฉาก แต่ยังมีมุมมอง ภาพ ความรู้สึก ต่างผสมผสานกันออกมาได้อย่างค่อนข้างลงตัว (โดยไม่อยากจะเชื่อว่านี่แหละ พงษ์พัฒน์ ในภาคที่ไม่ใช่ผู้ชายผมยาว ห้าวเข้ม เสียงดัง ที่แสดงออกผ่านผู้ชายอีกคนในชุดผ้ากันเปื้อนลายคิตตี้สีชมพู)

จะมีสะดุดบ้างก็ตรงที่บางฉากของนางเอกที่ถูกกลบฝีมือการแสดงไว้จากการแสดงชั้นเยี่ยมของฝ่ายชาย และน้องโอม หลานชายนางเอกที่ถูกยัดเยียดบางคำพูดที่ทำให้ความน่าเชื่อถือนั้นน้อยลง ส่วนความโรแมนติคที่อาศัยมุมตึกบ้าง ดาดฟ้าบ้างเชื่อว่าเป็นความพอใจของผู้กำกับ ซึ่งหากจะให้ไปโรแมนติคกันตามริมหาด หรือในสวน เขาคงขัดใจตัวเองน่าดู แต่ในมุมกลับ ในด้านดราม่าบางครั้งบทมันก็ยังไม่ถึงจุดสูงสุดพอให้เราได้รู้สึกร่วมไปกับหนัง ทิ้งให้คนดูค้างเติ่งอยู่อย่างนั้น อย่างเหตุผลที่ทำให้พระเอกไม่ใช่ผู้ชาย หรือเมื่อเขาเองไม่อยากยอมรับในความจริงของตัวเอง

อย่างไรก็ตาม ภาพยนตร์เรื่องนี้ก็ยังมีความน่าดูอยู่ไม่น้อย เพราะเรื่องสะดุดที่ว่าก็ไม่ได้มีมากมายนัก หากแต่เป็นงานที่จี้ใจคนหลายๆ คนที่ต้องการค้นชีวิต ให้ความเป็นบ้านๆ ที่น่ารัก สนุกสนาน ได้ยิ้มพอแก้มปริไม่ถึงกับแตกร้าวจนกรามระบม ในขณะเดียวกัน ก็ไม่ต้องปาดน้ำตาที่มากับอาการสะอึกสะอื้น

และรักของคนสมองเสื่อม ก็ไม่ได้ ฟั่นเฟือน สักนิด

ที่มาจากหนังสือพิมพ์