The Fountain จุดเริ่มคือความตาย..เป้าหมายคือชีวิต

Home / วิจารณ์หนัง / The Fountain จุดเริ่มคือความตาย..เป้าหมายคือชีวิต

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
www.aloneagain.bloggang.com


จุดเริ่มของการเดินทางของ ทอมมี่ (ฮิวจ์ แจ็คแมน) หมอหนุ่มนักวิจัย คือ อิซซี่ (เรเชล ไวซ์) ภรรยาผู้กำลังจากไปด้วยโรคมะเร็ง เธอเขียนนิยายทิ้งไว้เรื่องหนึ่งชื่อว่า “น้ำพุ” เกี่ยวกับราชินีอิซาเบลล่าแห่งสเปนยุคศตวรรษที่ 16 ผู้มอบหมายให้ โทมัส แม่ทัพหนุ่มเดินทางไปเสาะหา “ต้นไม้แห่งชีวิต” ในทวีปอเมริกา ตามตำนานที่เล่าขานกันว่ายางของต้นไม้จะมอบความเป็นอมตะให้แก่ผู้ดื่มกิน เพื่อคงความยิ่งใหญ่ของสเปนสืบต่อไป

อิซซี่เขียนทิ้งไว้เพียง 11 บท ขาดบทสุดท้ายซึ่งเธอมอบหมายให้ทอมมี่สานต่อให้จบ

ขณะเดียวกันในค่ำคืนหนึ่ง อิซซี่ได้เล่าให้ทอมมี่ฟังถึงความเชื่อของชาวมายาว่า “เนบิวล่า” หรือกลุ่มก๊าซและฝุ่นผงในอวกาศคือ “โลกหลังความตาย” ที่จะก่อกำเนิดชีวิตใหม่

ทอมมี่ผู้พยายามหาทางรักษาโรคมะเร็งเพื่อยื้อลมหายใจของภรรยา กับการเสาะหาต้นไม้แห่งชีวิต และการเดินทางสู่เนบิวล่าเพื่อกำเนิดชีวิตใหม่ จึงเป็นภารกิจที่สอดผสานเป็นหนึ่งเดียว

สอดผสานเป็นหนึ่งภายในใจของทอมมี่ กระทั่งกลายเป็นจุดเริ่มของการเดินทางของชายคนหนึ่งกับต้นไม้แห่งชีวิตที่เหี่ยวเฉา ภายในวัตถุทรงกลมใสขนาดใหญ่ซึ่งกำลังลอยลิ่วในห้วงอวกาศสู่แก่นใจกลางของเนบิวล่าที่รอการระเบิดครั้งต่อไป

The Fountain (2006) เป็นผลงานกำกับฯของ ดาร์เรน อาโรนอฟสกี้ ซึ่งสร้างชื่อจากหนังอินดี้เรื่อง Pi (1998) และ Requiem for a Dream (2000) หนังแบ่งออกเป็น 3 ฉาก 3 เรื่องราว 3 ช่วงเวลา ตัดสลับกันไปมา แต่ละฉากเกี่ยวเนื่อง ซ้อนทับ และสอดแทรกซึ่งกันและกัน สอดผสานด้วยงานด้านภาพวิจิตรตระการตา หลุดล้ำด้วยจินตนาการ

ผลคือ…The Fountain เป็นหนังที่ต้องใช้ความพยายามค่อนข้างมากในการทำความเข้าใจร่องรอยเรื่องราว สัญลักษณ์ และวิธีการเล่าเรื่อง แต่ในขณะเดียวกัน นี่คือหนังที่เข้าใจได้ง่ายดายเพียงจับแก่นสารอันเล็กนิดเดียวภายใต้ความพยายาม “สร้างเรื่อง” และ “สร้างสรรค์” อย่างมากมายของผู้สร้าง

แก่นสารเล็กนิดเดียวนั่นคือ สภาวะจิตอันฟุ้งซ่านแทบเสียสติจากการไม่รู้จักปล่อยวาง อธิบายทางพุทธก็คือการยึดมั่นถือมั่น ไม่เข้าถึงไตรลักษณ์หรือกฎธรรมชาติอันประกอบด้วย อนิจจตา ทุกขตา และอนัตตตา จนก่อให้เกิดทุกข์

ส่วนอุบัติซ้ำของห้วงทุกข์ที่ชายหนุ่มกำลังเผชิญนั้น มีสภาพไม่ต่างจาก “วัฏสงสาร” นั่นเอง

เหตุที่ต้องอธิบายทางพุทธเพราะในช่วงท้ายหนังแสดงภาพของชายหนุ่มโกนศีรษะ นั่งวิปัสสนาในลูกแก้ว กระทั่งได้พบทางสว่าง ซึ่งคลับคล้ายใกล้เคียงกับภาพทางพุทธศาสนามากที่สุด

อย่างไรก็ตาม แม้แก่นสารจะเล็กน้อย (แต่นัยยะยิ่งใหญ่) แต่ร่องรอยเรื่องราวและสัญลักษณ์ที่ผู้สร้างใส่ไว้มีมากมายให้ขบคิดตีความ ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์ “วงกลม” ที่ถูกใส่ไว้ตลอดเรื่อง ทั้งแหวนแต่งงาน แสงไฟที่ส่องเป็นวง ลูกแก้ว ดวงดาว รอยสักบนแขนซึ่งคล้ายวงปีของต้นไม้ ฯลฯ เหล่านี้ล้วนแต่สื่อถึงวงวัฏของการเกิด-ดับ และห้วงทุกข์ที่ไม่อาจหลุดพ้นของตัวละคร

การปะทะและกลมกลืนกันของวิทยาศาสตร์-เรื่องแต่ง-ตำนาน-ความเชื่อ-ศาสนา ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่ง “สมมุติ” และจะมัวหลงอยู่หากไม่อาจเข้าถึง “สัจจะแท้จริง” ได้ ส่วน “โลกใหม่” อย่างทวีปอเมริกาที่ถูกสเปนค้นพบ ก็มีนัยยะของการเกิดใหม่และการสูญสิ้น (ถูกรุกราน) เช่นเดียวกับเนบิวล่าซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดของดวงดาว มีจุดเริ่มจากการแตกดับของดวงดาวอีกทีหนึ่ง

หากใครสนุกกับการขบคิดตามร่องรอยที่หนังใส่ไว้ และหฤหรรษ์ไปกับภาพอันวิจิตร ถือว่า The Fountain คือหนังที่น่าชื่นชมเรื่องหนึ่ง ถึงกระนั้น เมื่อตอนจบมาถึงและผู้ชมพบทางสว่างเสียเองแล้ว หนังเรื่องนี้ก็อาจจัดอยู่ในจำพวก “ทำมาก” เพื่อหวังผลเพียงเล็กน้อย ไม่ต่างจากการขี่ช้างจับตั๊กแตน

บังเอิญว่าไม่กี่วันหลังจากชม The Fountain ผู้เขียนได้ชม Sunshine (2007) ของผู้กำกับฯ แดนนี่ บอยล์ นอกเหนือจากงานด้านภาพอันน่าตื่นตาตื่นใจไม่แพ้กันแล้ว หนัง 2 เรื่องนี้ยังมีความคล้ายคลึงกันอีกประการหนึ่ง

Sunshine เล่าถึงโลกหลังพระอาทิตย์ดับ มนุษยชาติกำลังเดินหน้าสู่ความล่มสลาย นักบินอวกาศ 8 คน ได้รับมอบหมายให้เดินทางด้วยยานอวกาศอิคารุส 2 ไป “จุดไฟ” ดวงอาทิตย์ เพื่อให้โลกกลับฟื้นคืนชีวิตขึ้นอีกครั้ง

ทั้งการเดินทางของชายหนุ่มใน The Fountain กับการเดินทางของ 8 นักบินอวกาศใน Sunshine จึงเป็นการเดินทางที่มีจุดเริ่มต้นและเป้าหมายเดียวกัน

นั่นคือเดินทางเพราะ “ความตาย”…เพื่อรักษาไว้ซึ่ง “ชีวิต”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์