Spiderman 3 สิ่งที่ซ่อนอยู่-สิ่งที่ยังไม่ปรากฏ

Home / วิจารณ์หนัง / Spiderman 3 สิ่งที่ซ่อนอยู่-สิ่งที่ยังไม่ปรากฏ

นักร้องนำวงร็อคคนหนึ่งเคยให้สัมภาษณ์ว่า การเล่นหุ้นเป็นเครื่องอ่านหัวใจเขาได้ดีจริงๆ เพราะแต่เดิมที่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนดีใช้ได้ พอมาเล่นหุ้น เขาก็ได้รู้ว่าในกายตนยังมีด้านมืดหลบซ่อนอยู่ เพราะเมื่อเกิดภัยธรรมชาติครั้งใหญ่ในภาคใต้ของไทย แทนที่จะคิดห่วงผู้คน วูบแรกที่เขานึกกลับเป็นว่า หุ้นที่ถือครองอยู่จะดิ่งลงเหวหรือไม่

เราเองก็ไม่แตกต่าง แม้จะเข้าใจอยู่เนืองๆ ว่าตัวไม่ได้เลวร้าย แต่พอเจอ “บททดสอบ” เข้าจริงๆ ก็ไม่ได้ดีไปกว่าคนประเภทที่เคยประณามก่นด่าสักเท่าไหร่

ความจริงที่พอสรุปได้ น่าจะมีอยู่ว่า ถ้ายังว่ายวนอยู่ในเรื่องทางโลก ทุกคนย่อมต้องมีด้านมืดด้วยกันทั้งสิ้น ไม่เว้นแม้แต่ยอดมนุษย์อย่าง “ไอ้แมงมุม”

ในหนังเรื่อง “Spiderman” ภาค 3 เราจะได้เห็นด้านมืดของ สไปเดอร์แมน หรือ ปีเตอร์ ปาร์คเกอร์ “(โทบี้ แม็กไกวร์)” จนแทบจะชิงชังวีรบุรุษผู้นี้เลยทีเดียว เหตุก็เพราะภาคนี้เจ้าตัวออกจะเจ้าคิดเจ้าแค้นมากเป็นพิเศษ ซึ่งมีปัจจัยเบื้องต้นมาจากการได้รู้ความจริงว่า ฆาตกรที่ฆ่าลุงของตัวยังลอยนวล ส่วนปัจจัยเสริมคือ เจ้าตัวประหลาดที่มาพร้อมอุกกาบาตจากต่างดาว ที่พร้อมจะเกาะมนุษย์ที่มีความแค้น รวมถึงสร้างนิสัยก้าวร้าวเจ้าอารมณ์และพร้อมจะทำลายล้างให้กับคนผู้นั้น ซึ่งปีเตอร์ก็คือเหยื่อรายแรกบนโลกของมัน


กรณีของปีเตอร์ ถ้าจะให้เปรียบก็คงเหมือนคนที่มีอารมณ์มืดบอดอยู่ในตัว แต่แทนที่จะยับยั้ง กลับปล่อยให้ด้านมืดนั้นเกาะกินหัวใจจนกลายร่างจากพระเอกเป็นผู้ร้ายในที่สุด ทั้งๆ ที่ถ้ามีสติมั่นคงพอ เราก็น่าจะสามารถจัดการกับสีดำในใจนี้ได้

ดังที่หนังเปรียบเทียบให้เราเห็นคน 2 ประเภท ประเภทแรกคือคนที่เลือกที่จะตายไปกับความแค้น ประเภทที่สองคือคนที่ให้อภัยตัวเองที่คิดไม่ดี ต่อด้วยให้อภัยคนอื่นที่ก่อกรรมชั่วไว้กับตน ซึ่งประเภทหลังนี้เองที่ก่อให้เกิดผลดีกับทุกฝ่าย โดยเฉพาะฉากหนึ่งในหนัง ที่ทำให้เรานึกคำพุทธที่ว่า “อโหสิ” ซึ่งปรากฏอยู่ในหนังผีไทยหลายเรื่องที่เคยได้ดูมา ในประเด็นที่ว่า แค่ “อโหสิ” คำเดียว ก็สามารถปลดปล่อยดวงวิญญาณให้ไปสู่สุคติได้แล้ว

นอกจากจะนำเสนอเรื่องราวของการแก้แค้น “Spiderman” ภาคนี้ยังเลือกที่จะเป็นหนังรัก ที่ให้ทั้งภาพความโรแมนติคและความเข้าใจในชีวิตคู่ โดยหนังทำให้เราเห็นความแตกต่างทางความคิดของหญิงและชาย กล่าวคือ ในภาคนี้ สไปเดอร์แมนกลายเป็นชายซื่อ (บื้อ) ที่ไม่เข้าใจความต้องการของหญิงคนรักอย่าง แมรี่ เจน “(คริสเต็น ดันส์)” ซ้ำยังสนใจและพูดถึงเรื่องของตัวเอง มากกว่าจะช่วยแบ่งเบาปัญหาที่เธอมีอย่างจริงจัง


“สามีต้องคิดถึงภรรยามากกว่าตัวเอง” ป้าของเขาบอกเช่นนั้น ซึ่งก็ทำให้ปีเตอร์ได้ทบทวนว่า แท้จริงแล้วเขาพร้อมที่จะใช้ชีวิตร่วมกับแฟนสาวอย่างที่ตัวเองเคยมั่นใจหรือไม่

มุมมองที่น่าสนใจเกี่ยวกับความรักและความแค้นดังกล่าว ถือเป็นความดีงามอย่างยิ่งที่หนังให้แก่ผู้ชม จนทำให้เรารู้สึกได้ว่า อย่างน้อยก่อนเข้าโรงหนังและหลังออกมา ก็มีความแตกต่างเกิดขึ้นในชีวิตอยู่เหมือนกัน

จะมีข้อเสียอยู่บ้างก็ตรงที่ว่า หนังยังขาดความสมจริงอยู่หลายๆ ประการ ข้อแรกคือ หนังไม่ทำให้เราเชื่อว่าโลกนี้มี สไปเดอร์แมน, มนุษย์ทราย รวมถึงตัวประหลาดอื่นอยู่จริงๆ

อย่าเพิ่งหัวเราะเยาะไปเชียว มีหนังหลายเรื่องเลยล่ะ ที่ทำให้คนดูลืมโลกข้างนอกโรงหนังชั่วขณะ และดื่มด่ำอยู่กับจอภาพ พร้อมๆ กับเชื่อว่าตัวอะไรไม่รู้ที่กำลังดูๆ อยู่มีจริง เพราะทุกอย่างล้วนดำเนินไปอย่างสมเหตุสมผล ไม่มีส่วนไหนที่ขัดหูขัดตาให้รู้สึกว่าเป็นเรื่องหลอกๆ เลย

ในขณะที่ “Spiderman” ยังขาดคุณสมบัตินั้น โดยเฉพาะฉากที่อเมริกันชนมุงดูการสู้รบระหว่างสไปเดอร์แมนและจอมวายร้าย ที่กลายเป็นตัวผลักไสให้พวกเขากลายเป็นแค่ตัวละครหนึ่งที่อเมริกันชนกลุ่มนั้นเฝ้าดูความเคลื่อนไหวอยู่ ไม่ใช่สมาชิกในสังคมเดียวกันอย่างที่ควรจะป็น เพราะฉะนั้น แทนที่จะได้นั่งดูชีวิตของมนุษย์ในชุมชนหนึ่ง จึงกลายเป็นว่าเราต้องมานั่งดูหนังซ้อนหนังแทน

อีกอย่างที่หนังยังขาดไปก็คือ ความสมเหตุสมผลในการคลี่คลายปมขัดแย้ง เพราะบทจะให้มี ก็เล่นยัดเยียดเข้ามาดื้อๆ (และทื่อๆ) จนทำเอาคนดูเหวอและสร้างอารมณ์ร่วมแทบไม่ทัน

อาจจะฟังดูคิดเยอะเกินจำเป็น แต่มองให้ดี ไหนๆ หนังก็ทุ่มทุนสร้างจนได้ชื่อว่าสูงสุดในประวัติการณ์ กระทั่งได้ฉากแอ๊คชั่นสุดอลังการและไม่หลอกตาจนน่าปรบมือให้แล้ว จะลองเจียดเงินและเวลาไปพัฒนาบทให้มันแนบเนียนสมจริงกว่านี้หน่อยไม่ได้เชียวหรือ

หนังที่ดีย่อมเกิดจากบทที่ดี ถึงจะวางตัวเป็นหนังแอ๊คชั่นไซไฟก็ไม่ควรมองข้ามประเด็นนี้ เพื่อที่ผู้ชม โดยเฉพาะคนที่ไม่ค่อยชอบ จะได้เลิกพูดจาทำนองว่าจะเอาอะไรมากกับหนังประเภทนี้สักที

“ส่วนใครที่รักอยู่แล้วก็จะได้รักมากขึ้น”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์