Me…Myself ขอให้รักจงเจริญ

Home / วิจารณ์หนัง / Me…Myself ขอให้รักจงเจริญ

คอลัมน์ หนังเด่น


“Me…Myself ขอให้รักจงเจริญ” เป็นหนังที่มีส่วนที่ดีที่เห็นได้ชัดเจนอย่างน้อย 3 ส่วน ได้แก่ บทภาพยนตร์ การกำกับภาพยนตร์ และการแสดง

ส่วนที่ดีส่วนแรกคือ บทภาพยนตร์นั้นดีในแง่การบรรยายรายละเอียดและภูมิหลังของตัวละครได้อย่างลงลึกและรอบด้าน ผลที่ติดตามมาก็คือ ทำให้มองตัวละครอย่างเห็นใจและเข้าใจ

และความเห็นใจและเข้าใจดังกล่าวน่าจะเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดความประทับใจ

คนเขียนบท (คงเดช จาตุรันต์รัศมี) สามารถแนะนำเรื่องและตัวละคร ปูพื้น ขยายเหตุการณ์และความขัดแย้งแล้วนำเรื่องไปสู่จุดไคลแม็กซ์ได้อย่างลงตัว

การเปิดเผยให้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นในช่วงท้ายถือว่าเป็นการเล่าเรื่องที่ดีมาก

นอกจากนั้น ผมอยากตั้งข้อสังเกตว่างานเขียนบทในหนังเรื่องนี้น่าจะสะท้อนมุมมองของคนเขียนบท โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับเรื่องราวความสัมพันธ์ของชายหนุ่มหญิงสาวในเมืองที่โดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา

ส่วนที่ดีส่วนที่สองคือการกำกับภาพยนตร์ ผมอยากจะแยกข้อดีออกเป็นส่วนย่อยอีก 3 ส่วน คือการควบคุมจังหวะ การคุมองค์ประกอบโดยรวมและการกำกับการแสดง


ในส่วนย่อยส่วนแรกของการกำกับฯ ผู้กำกับฯ สามารถคุมจังหวะหนังได้ดี ทำให้หนังราบรื่นและสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแง่อัตราเร็วที่ทำออกมาได้พอดี

ส่วนย่อยส่วนที่สองคือ การคุมองค์ประกอบโดยรวม ผมมองว่าหนังมีลักษณะการผสมผสานขององค์ประกอบสำคัญ (อย่างเช่น ภาพและการตัดต่อ) ที่กลมกลืน

อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่าการไปเลือกเน้นภาพในวัยเด็กของตัวละครเอก (ขณะยังเป็นทารก) และได้ใช้เวลาไปไม่น้อยนั้นอาจมีผลต่อน้ำหนักของหนังอยู่บ้าง

ถึงแม้ว่าข้อดีคือทำให้มองตัวละครอย่างเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้นเพราะอะไร (ส่วนนี้ยังได้รับการสนับสนุนจากบทภาพยนตร์) แต่ดูแล้วเหมือนกับอยู่ๆ น้ำหนักของหนังได้เทมาตรงส่วนนี้จนทำให้ลืมปัญหาความรักของตัวละครไปชั่วครู่ ซึ่งผมคิดว่าไม่ควรทำให้เป็นเช่นนั้น

อีกอย่างก็คือช่วงท้ายนั้นดูยืดยาวเกินไปเล็กน้อย ผมเข้าใจดีว่ามีบางอย่างต้องอธิบาย แต่น่าจะลดทอนให้กระชับกว่านี้


ส่วนฉากจบ แม้มีข้อสงสัยในแง่เหตุผล (ว่าฝ่ายหญิงไม่น่าจะทำอย่างที่เห็น) แต่ยอมรับได้ว่าถ้าจะเอาในแง่ความรู้สึก มันก็ต้องออกมาอย่างนั้น

และผมก็เชื่อว่าคนดูนั้น ปรารถนาที่จะได้รับการตอบสนองทางด้าน “ความรู้สึก” มากกว่าเหตุผลอยู่แล้วในหนังแนวนี้และในฉากจบแบบนี้

ส่วนย่อยส่วนที่สามคือ การกำกับการแสดง (การกำกับการแสดงเป็นส่วนหนึ่งของงานการกำกับภาพยนตร์) ผู้กำกับฯ สามารถคุมการแสดงของทั้งตัวผู้แสดงนำและผู้แสดงสมทบให้ออกมาในระดับและแนวทางเดียวกัน และออกมาในเกณฑ์ดี

เมื่อพิจารณาผลงานการการกำกับภาพยนตร์ การทำงานของพงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง อยู่ในเกณฑ์ดี และน่าจะเป็นการเริ่มต้นที่สวยงามในฐานะผู้กำกับฯ

ส่วนสุดท้ายคือการแสดง ซึ่งกรณีเรื่องนี้น่าจะเป็นส่วนที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าบทและการกำกับฯ

และเมื่อกล่าวถึงการแสดง ก็ต้องพูดถึงการแสดงของ

อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮมเป็นอันดับแรก

ด้วยลักษณะตัวละครที่ค่อนข้างซับซ้อน มีปัญหาทั้งทางด้านความทรงจำ ความเป็นชายและหญิง และปัญหาทางด้านความรัก ทำให้ตัวละครที่อนันดารับบท เป็นตัวละครที่เล่นยาก (คือถ้าเล่นเป็นกะเทยไปเลยทั้งเรื่องคงไม่ยากเท่านี้) แต่อนันดาก็สามารถสวมบทบาทเป็นตัวละครตัวนั้นได้อย่างเข้าถึงและน่าเชื่อในทุกมิติ (เช่น เป็นชายหนุ่มผู้สูญเสียความทรงจำและเป็นนักเต้นรำที่ไม่ใช่ผู้ชาย)

ส่วนผู้แสดงนำหญิงนั้นก็ทำหน้าที่ได้ดี ความโดดเด่นอาจจะเป็นรอง แต่อย่างน้อยก็ทำให้รู้สึกว่าตัวละครที่เธอแสดงนั้นเป็นตัวละครที่มีเสน่ห์ และยิ่งดูก็ยิ่งสวย

นอกเหนือจากที่กล่าวไปทั้งหมด อีกสิ่งหนึ่งที่ผมจำได้เกี่ยวกับหนังเรื่องนี้คือฉากรัก

เป็นฉากรักที่ละมุนละไมที่สุดฉากหนึ่งเท่าที่เคยเห็นมาในหนังไทย

ผู้กำกับฯ -พงษ์พัฒน์ วชิระบรรจง
ผู้แสดง -อนันดา เอเวอร์ริ่งแฮม, ฉายนันทน์ มโนมัยสันติภาพ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์