ใครชักใย “สไปเดอร์แมน”

Home / วิจารณ์หนัง / ใครชักใย “สไปเดอร์แมน”

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ www.aloneagain.bloggang.com

เมื่อคราวเกิดเหตุการณ์วินาศกรรม 11 กันยายน 2001 มีหนังฮอลลีวู้ดหลายเรื่องได้รับผลกระทบโดยตรง บางเรื่องเลื่อนกำหนดการฉาย (เช่น Collateral Damage) บ้างต้องแก้ไขถ่ายทำใหม่ (Men in Black 2) ขณะที่บางเรื่องต้องล้มโครงการ (หนังของเฉินหลง เรื่อง Nosebleed)

Spider-Man หรือภาคแรกของไอ้แมงมุมซึ่งออกฉายเมื่อปี 2002 ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน สตูดิโอโซนี่เรียกคืนใบปิดรูปสไปเดอร์แมนมีเงาตึกเวิลด์เทรดสะท้อนในดวงตา กับระงับฉายหนังโฆษณาเรียกน้ำย่อย (teaser) ที่ให้สไปเดอร์แมนใช้ใยดักจับเฮลิคอปเตอร์ของผู้ร้ายโดยยึดโยงไว้กับตึกแฝด ซึ่งออกฉายไปแล้วตั้งแต่กลางปี 2001

เหตุที่นึกถึงเรื่องนี้เพราะระหว่างตื่นเต้นเพลิดเพลินกับ Spider-Man 3 ลุ้นฉากสำคัญที่ไอ้แมงมุมต้องเผชิญหน้ากับสองคู่ต่อกร “แซนด์แมน” กับ “เวนอม”

อยู่ดีๆ พ่อซุปเปอร์ฮีโร่ของเราซึ่งโลดโผนโจนทะยานมาแต่ไกลก็หยุดนิ่งอยู่หน้า “สตาร์ส แอนด์ สไตรป์ส” หรือธงชาติอเมริกันที่กำลังโบกสะบัดตามแรงลมชั่วครู่เสียอย่างนั้น…

ช็อตสั้นๆ นี้อาจจะแปลความหมายได้ว่าคือ “ฮีโร่มาแล้ว อเมริกาก็มาด้วย”

การถือกำเนิดของหนังสไปเดอร์แมนที่ถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ 9/11 โดยบังเอิญ มาถึงวันนี้ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวต่อเนื่องจากเหตุการณ์ครั้งนั้นไปแล้ว

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ฮอลลีวู้ดสอดแทรก-แฝงเร้น “สาร” บางอย่าง ไม่ว่าจะเป็นทัศนคติ อุดมคติ ไปจนถึงการโฆษณาและชวนเชื่อ ซึ่งเอนอิงกับบทบาทของสหรัฐอเมริกาในฐานะพี่เบิ้มไว้ในหนังฮอลลีวู้ดอันเป็นสินค้ามูลค่ามหาศาลที่ส่งออกไปเผยแพร่ทั่วทุกมุมโลก หากแต่ทำกันเป็นเรื่องปกติวิสัย

ยกตัวอย่างเช่น ชาวสปาร์ต้าเพียงหยิบมือหาญสู้กับกองทัพเปอร์เซียนับล้านใน 300(2007) ชวนคิดว่าเป็นการสร้างภาพให้อาหรับเป็นศัตรูอันน่าเกลียดน่ากลัวกันตรงๆ จนอิหร่านออกมาโวยวายยกใหญ่


Red Eye (2005) หนังระทึกเกี่ยวกับแผนลอบสังหารรัฐมนตรีกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ หญิงแกร่งผู้เป็นนางเอกมีชื่อว่า ลิซ่า ไรเซิร์ท ซึ่งดูจะคลับคล้ายกับชื่อ คอนโดลีซซา ไรซ์ รมต.ต่างประเทศคนปัจจุบัน

เดนเซล วอชิงตัน เสี่ยงชีวิตช่วยหนูน้อยถูกจับเรียกค่าไถ่ใน Man on Fire (2004) มีบทพูดที่คล้ายกับวรรคหนึ่งในสุนทรพจน์ของจอร์จ ดับเบิลยู. บุช (ยกมาจากไบเบิลอีกทีหนึ่ง) ในการแถลงผลงานและนโยบายประจำปีต่อสภาหลังเหตุการณ์ 9/11 และอีกคำพูดหนึ่งใกล้เคียงกับคมวาทะสนับสนุนสงครามก่อการร้ายที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิดว่าเป็นของ พล.อ.นอร์แมน ชวาร์ซคอพฟ์ จูเนียร์ อดีตนายทหารผู้บัญชาการรบในสงครามอ่าวครั้งแรก

ขณะที่หนังแอ๊คชั่น-ผจญภัยอย่าง National Treasure (2004) ให้พระเอกเสียสละประกอบวีรกรรมขโมย “คำประกาศอิสรภาพ” เพื่อไม่ให้ตกอยู่ในมือผู้ร้าย

ยังไม่พูดถึงหนังที่มีเนื้อหาแก่นสารชัดแจ้งอยู่ในตัว เช่นหนังสงครามเรื่อง Black Hawk Down (2001) หรือหนังแอ๊คชั่นชุด 007

แน่นอนว่าทั้งหมดที่ยกมาและอีกมากมายหลายเรื่อง ไม่มีผู้สร้างหนังคนไหนออกมาป่าวประกาศว่าตนเองเจตนานำเสนอสารเช่นนั้น แต่เป็นการสังเกตและตีความจากองค์ประกอบของหนัง จากประวัติศาสตร์ของฮอลลีวู้ด และจากประวัติความเป็นมาของผู้สร้างหนังแต่ละเรื่อง ดังนั้น จะใช่หรือไม่ใช่จึงไม่มีคำตัดสินสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม การดูหนังโดยสังเกตคิดตามประเด็นเหล่านี้ถือเป็นความสนุกได้เช่นกัน และในฐานะสินค้าทางวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลสูงอย่างหนังฮอลลีวู้ด หากเราดูอย่างรู้เท่าทันย่อมถือเป็นเรื่องดี

กรณีของ Spider-Man 3 นอกจากภาพที่เล่าไว้ตอนต้นแล้ว เมื่อพลิกดูประวัติของผู้กำกับฯ แซม ไรมี่ จะพบว่าเขาเกิดในครอบครัวชาวโปลิช-ยิวที่เคร่งครัด ขณะที่ เอวี อาราด ผู้เป็นโปรดิวเซอร์หนังจากการ์ตูนของมาร์เวลตั้งแต่ทศวรรษ 90 เป็นนักธุรกิจยิว-อเมริกัน

เป็นที่รู้กันดีว่าฮอลลีวู้ดเต็มไปด้วยชาวอเมริกันเชื้อสายยิวมาแต่ไหนแต่ไร ตั้งแต่ระดับล่างไปจนถึงผู้ควบคุมหนังอย่างผู้กำกับฯ ผู้อำนวยการสร้าง และผู้บริหารสตูดิโอ หากจะบอกว่าคนเชื้อสายยิวย่อมเป็นปฏิปักษ์กับชาติอาหรับอย่างอิรัก-อิหร่านจึงเชียร์รัฐบาลตนเองผ่านภาพยนตร์ก็ย่อมได้…แต่อาจจะง่ายเกินไป

และจะง่ายกว่านั้นถ้ากล่าวว่านี่คือการแสดงออกของชาวอเมริกันซึ่งภาคภูมิใจในชาติตนเอง โดยเห็นได้จากหนังตะวันตกตั้งแต่ยุคบุกเบิกที่ให้อินเดียนแดงเป็นพวกป่าเถื่อนและต้องโดนคนขาวกำจัด หรือหนังสงครามที่สร้างกันเป็นว่าเล่นในช่วงทศวรรษ 40 ระหว่างที่โลกกำลังต้องการพระเอกอย่างสหรัฐ

แต่หากพิจารณาว่าเมื่อฮอลลีวู้ดปกครองโดยยิวแล้ว หากหันไปมองกลุ่มคนที่มีอำนาจหน้าที่ใกล้ชิดกับคณะผู้บริหารประเทศจะพบว่ามีอเมริกันเชื้อสายยิวอยู่ไม่น้อย คนกลุ่มนี้เรียกว่าพวกอนุรักษนิยมใหม่หรือ “นีโอคอนเซอร์เวทีฟ” ซึ่งกระเหี้ยนกระหือรือในการทำสงครามนอกประเทศเพื่อความยิ่งใหญ่และผลประโยชน์ของสหรัฐ ดังนั้น นี่อาจเป็นการร่วมมือกันระหว่างคนสองกลุ่มก็เป็นได้

หากถามว่าบิ๊กในสตูดิโอหนังกับนีโอคอนส์ในรัฐบาลเกี่ยวข้องกันได้อย่างไรคงเป็นเรื่องยากที่จะชี้ชัดถึงเส้นสนกลใน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจมูลค่ามหาศาลอย่างฮอลลีวู้ดและในกลุ่มคนที่มีอิทธิพลในรัฐบาล แต่อย่างน้อยพื้นฐานความคิดจากเรื่องราวในพระคัมภีร์ของชาวยิวอันสอดคล้องกับพวกพิวริทันซึ่งเป็นบรรพบุรุษของชาวอเมริกัน ที่มองว่าอเมริกาคือศูนย์กลางของโลก และเป็นไซออนแห่งใหม่ ย่อมฝังแน่นอยู่ในกระแสสำนึกของผู้คนในประเทศอายุกว่า 200 ปีแห่งนี้ มิเช่นนั้นสหรัฐคงไม่ได้ดำรงสถานะ “ตำรวจโลก” อย่างที่เป็นอยู่

ในเมื่อภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดคือสื่อที่มีอิทธิพลต่อคนทั่วโลกโดยฉาบเคลือบไว้ด้วยความบันเทิง หากจะสอดแทรก-แฝงเร้นอะไรลงไปบ้างย่อมทำได้โดยสะดวกและไม่ใช่เรื่องเสียหาย เหมือนเป็นโฆษณาแฝงที่ไม่ต้องลงทุน แถมแนบเนียนอีกต่างหาก ซึ่งวิธีการนี้ใช่ว่าฝั่งที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐบาลอเมริกันจะไม่ใช้ เพียงแต่มีจำนวนน้อยกว่า และมักจะไม่ใช่หนังฟอร์มยักษ์ รวมทั้งไม่ได้เป็นผลผลิตของสตูดิโอใหญ่

ย้อนกลับไปที่ Spider-Man 3…ฮีโร่ภาคนี้นอกจากต้องเจอกับคู่ต่อสู้อย่างแซนด์แมน เวนอม และศัตรูเก่าที่กลายมาเป็นนิว กอบลินแล้ว ยังต้องเผชิญกับสิ่งมีชีวิตจากนอกโลกที่เข้ายึดครองครอบงำร่างกายและจิตใจให้ทำในเรื่องชั่วร้าย

สไปเดอร์แมนในชุดดำจึงออกไล่ล่าโจรปล้นแบงค์ด้วยเรื่องส่วนตัว และทำลายข้าวของคนอื่น ขณะที่ ปีเตอร์ พาร์คเกอร์ เดินส่ายอาดๆ อวดเบ่งจนคนรังเกียจ แถมยังทำตัวเป็นอันธพาลชอบใช้กำลัง แต่ถึงอย่างไรสุดท้ายแล้วสไปดี้ย่อมกลับตัวกลับใจได้ และหันมาต่อสู้เหล่าร้ายเพื่อผดุงคุณธรรม กระทั่งเป็นที่มาของฉากธงชาติอเมริกันดังกล่าว

หนังเรื่องนี้จึงสอนให้รู้ว่า…เป็นฮีโร่ก็ต้อง “กร่าง” กันบ้าง!

ที่มาจากหนังสือพิมพ์