Hannibal Rising ย้อนอดีตฮันนิบาล

Home / วิจารณ์หนัง / Hannibal Rising ย้อนอดีตฮันนิบาล

Film
นางสาวรื่นรมย์

หนังเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สี่ ที่เล่าตำนาน ‘ฮันนิบาล เลคเตอร์’ ฆาตกรโรคจิตที่กัดกินเหยื่อหลังการฆ่า ต่อเนื่องจาก The Silence of the Lambs (1991) Hannibal และ Red Dragon

เรื่องราวใน Hannibal Rising เป็นการย้อนต้นกำเนิดของฆาตกรที่ชื่อ ฮันนิบาล หนังเรื่องนี้เป็นงานของผู้อำนวยการสร้างรายเดิม (ดิโน่ เดอ ลอเรนติส) แต่เปลี่ยนทีมกำกับ นักแสดงและที่เป็นไฮไลต์ คือ โธมัส แฮร์ริส ผู้เขียนนิยาย Red Dragon และ Silence of the Lambs มาเป็นคนเขียนบทภาพยนตร์ด้วยตัวเอง

เด็กชายฮันนิบาล เลคเตอร์ กับครอบครัวของเขาในลิธัวเนีย ยุโรปตะวันออก ต้องอพยพหนีการกวาดล้างของทหารรัสเซีย ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาได้พบนายทหารรัสเซียจอมโหดกลุ่มหนึ่ง นำโดย กรูทาส (ไรส์ อีฟานส์ ดาวตลกแห่ง Notting Hills แสดง) ที่ฆ่าคนในครอบครัวเขาทั้งหมด การสูญเสียครั้งนั้นได้เปลี่ยนชีวิตฮันนิบาลไปอย่างสิ้นเชิง เขารอดมาได้ เร่ร่อนมาหาญาติคนเดียวที่เหลืออยู่นั่นคือคุณลุงของเขาซึ่งแต่งงานกับสาวญี่ปุ่นในกรุงปารีส

ที่ปารีสและกับป้าสะใภ้คนนั้น ฮันนิบาลได้เริ่มการสร้างตำนานฆาตกรรมล้างแค้นอันแสนโหดเหี้ยมและชวนสลดขึ้น

กาสปาร์ อุลยีล พระเอกดาวรุ่งจากฝรั่งเศส (A Very Long Engagement) รับบท ฮันนิบาลวัยหนุ่ม ที่เขาต้องเตรียมตัวทั้งศึกษากิริยาท่าทางของ ฮันนิบาลคนเก่า (เซอร์ แอนโธนี ฮอปกินส์) ที่จารึกภาพฆาตกรโรคจิตแสนฉลาดไว้ตราตรึงผู้ชมในหนังสามภาคแรกที่ว่า รวมทั้งต้องฝึกความคุ้นเคยกับการไปอยู่ในห้องดับจิต และการศึกษาซามูไรจากหนังญี่ปุ่น เพื่อเอาบริบทของนักรบโบราณมาใช้ในการแสดงเรื่องนี้

โดยรูปลักษณ์ กาสปาร์ ทำให้คนดูเชื่อว่าเขาจะเป็น นักศึกษาแพทย์ที่หัวไวและใจเหี้ยมในคราวเดียวกับ บาดแผลร่องลึกจากอดีตได้ และการเข้าบทกับ เลดี้ มูราซากิ (แสดงโดย กงลี่) ในฐานะป้าสะใภ้และคนรัก ก็ดูไม่ขัดเขิน แม้ไม่มีผลต่อเรื่องหรืออารมณ์หนังสักเท่าไรนักก็ตาม

การถ่ายทอดบุคลิกฮันนิบาลที่ผู้ชมติดตาจากหนังภาคก่อนๆ และการเลียนเสียงสำเนียงเยือกเย็นแบบที่แอนโธนี ฮอปกินส์ ทำได้อย่างไม่มีผิดเพี้ยนนั้น อาจจะช่วยต่อเรื่องราวเหมือนเป็นหนังม้วนเดียวกัน

แต่บางสิ่งที่อาจจะทำให้ Hannibal Rising ไม่กระตุกขวัญเท่ากับ Silence of the Lambs คือการเล่าเรื่องตัวละครฮันนิบาลอย่างโดดเดี่ยว นอกเหนือจากบริบทที่ว่าด้วยปูมหลังแห่งความแค้น ที่เขาเสียครอบครัวตั้งแต่วัยเด็กและเห็นความโหดของเพื่อนมนุษย์ในระหว่างสงคราม ชีวิตการเติบโตของฮันนิบาลดูจะมุ่งไปสู่การฆ่า การล้างแค้น ในบุคลิกแบบเดียว

ภาคแรกที่ฮันนิบาลจารึกความหวาดกลัวไว้ในใจคน ตัวละครที่แสดงโดยฮอปกินส์ ปรากฏตัวเพียงไม่กี่ฉาก แต่พลังล้นเหลือ ไม่แปลกที่ฮอปกินส์จะได้รางวัลออสการ์จากบทบาทนี้ เพราะในขณะที่ผู้ชมได้ตกตะลึงพรึงเพริดกับนายแพทย์ผู้เป็นนักโทษโรคจิต มาช่วยไขคดีประหลาดให้กับเอฟบีไอ ในภาคแรกนั้น ตัวละครฮันนิบาลยังมีสะท้อนความเป็นเลิศในเฉพาะทางและบุคลิกที่สลับซับซ้อนให้คนดูกังขา ทั้งกลัวระคนทึ่งด้วย

แม้นักแสดงทั้งในบทนำทั้ง ฮันนิบาล เลดี้ มูราซากิ และกรูทาส จะไม่บกพร่องในหน้าที่ แต่สำหรับตอนล่าสุดกำกับโดย ปีเตอร์ เวบเบอร์ (จาก Girl with a Pearl Earing) นี้ หนังขาดเสน่ห์ของความลึกลับและอารมณ์เขย่าขวัญ จึงเป็นเพียงเรื่องเล่าราบเรียบมาประกอบให้ตำนานฮันนิบาลบนแผ่นฟิล์มครบชุดเท่านั้นเอง

และการปรากฏตัวแทบทุกฉากของ ฮันนิบาล เลคเตอร์ ตามไล่ล่าฆ่าล้างแค้นนั้น ร่ำๆ จะทำให้หนังกลายเป็นเจสัน แห่งตำนานศุกร์ที่ 13 ภาคฮันนิบาลไปทุกที ยกเว้นผู้ชมจะอยากเห็น กาสปาร์ อุลยีล จิกหน้า จิกตา และแสยะยิ้ม อย่างพยายามเต็มที่ที่จะกลบความหล่อเหลา (แต่ยังไม่มิด) เรื่องนี้ได้ดูกันสะใจแน่

ที่มา เสาร์สวัสดี
http://www.bangkokbiznews.com/jud/sat/