The Science of Sleep ขอพบในฝัน

Home / วิจารณ์หนัง / The Science of Sleep ขอพบในฝัน

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
www.aloneagain.bloggang.com

มิเชล กงดรี้ คือศิลปินชาวฝรั่งเศสผู้เชี่ยวชาญในการสร้างงานที่สะกดการมองเห็น ผลงานของเขาที่เป็นหนังโฆษณาและมิวสิควิดีโอจึงล้วนแต่ถูกกล่าวถึงเสมอ เพราะสามารถตอบโจทย์ของชนิดงานซึ่งต้องการให้คนสนใจภายในเวลาสั้นๆ เชื่อว่าคุณอาจเคยหยุดดูผลงานของเขาทั้งที่ไม่ได้ชอบเพลง ไม่โปรดศิลปิน หรือไม่ได้สนใจสินค้า แต่เป็นเพราะภาพตรงหน้านั้นดึงดูดความสนใจเกินกว่าจะเลยผ่าน

มิวสิควิดีโอของ บียอร์ค เพลง Human Behaviour ของไคลี่ มิน็อก กับเพลง Come into My World หรือโฆษณาไนกี้และไฮเนเก้น …คือตัวอย่าง

เมื่อกงดรี้ขยับมาทำหนัง จุดเด่นในหนังของเขายังเป็นงานด้านภาพที่น่าค้นหา แม้ Human Nature (2001) หนังเรื่องแรกจะไปได้ไม่สวยนักทั้งรายได้และคำวิจารณ์ แต่งานลำดับถัดมาอย่าง Eternal Sunshine of the Spotless Mind (2004) ซึ่งว่าด้วยการลบความทรงจำของคู่รัก แสดงโดย จิม แคร์รีย์ กับเคท วินสเล็ต กลายเป็นงานแจ้งเกิดในวงการหนังของกงดรี้อย่างเต็มตัว หนังกวาดรางวัลจนนับกันไม่หวาดไม่ไหว ทั้งยังทำรายได้พอสมควร

แน่นอนว่าปัจจัยสำคัญของความสำเร็จคือผู้กำกับฯ และกงดรี้เองมีส่วนในการสร้างสรรค์เรื่องราวตั้งแต่แรก แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าชื่อของผู้เขียนบทภาพยนตร์อย่าง ชาร์ลี คอฟฟ์แมน ซึ่งโด่งดังมากมายจากหนังประหลาดล้ำเรื่อง Being John Malkovich (สไปค์ จอนซ์-1999) มีส่วนผลักดันให้ Eternal Sunshine ได้รับความสนใจเป็นพิเศษ กระทั่งความสำเร็จครั้งนี้ไม่อาจเรียกว่าเป็นงานประทับตรา มิเชล กงดรี้ ได้เต็มปากเต็มคำนัก

The Science of Sleep เป็นงานกำกับฯเรื่องที่ 3 ของกงดรี้ โดยเขาเขียนบทและสร้างสรรค์เองทั้งหมด ครั้งนี้เขากลับไปทำงานในบ้านเกิด เช่นเดียวกับตัวละครนำของหนังซึ่งเพิ่งเดินทางกลับฝรั่งเศส

หลังจากพ่อเสียชีวิต สเตฟาน (เกล การ์เซีย เบอร์นัล) หนุ่มขี้อายจากเม็กซิโกกลับมาฝรั่งเศสบ้านเกิด ตามคำชวนของแม่ซึ่งหางานให้เขารอไว้แล้ว เขาได้รู้จักและตกหลุมรัก สเตฟานี (ชาร์ล็อตต์ แกงส์บูรก์) หญิงสาวที่เพิ่งย้ายมาอยู่ใหม่ โดยไม่ยอมบอกว่าตนเองเป็นลูกชายเจ้าของห้องพัก และอาศัยอยู่ห้องตรงข้าม


สเตฟานีมีส่วนคล้ายสเตฟานตรงที่ช่างคิดช่างประดิษฐ์ และสนุกกับการใช้จินตนาการ เขาและเธอมีแผนจะสร้างแบบจำลองของเรือ แม่น้ำ ท้องฟ้า ต้นไม้ โดยดัดแปลงจากวัสดุต่างๆ ร่วมกัน ชายหนุ่มหวังว่ากิจกรรมนี้ช่วยให้เขาได้ใกล้ชิดหญิงสาวมากขึ้นเรื่อยๆ

บุคลิกของสเตฟานที่เป็นมาตั้งแต่วัยเยาว์คือ เขามักจะแยกแยะความฝันกับความจริงไม่ออก บางครั้งเขาหลับฝันแต่ร่างกายทำไปตามที่ฝันจริงๆ โดยที่เขาไม่รู้ตัว หรือบางครั้งเขาคิดว่าความฝันเป็นเรื่องจริง อาการของเขาหนักขึ้นเรื่อยๆ เมื่อปัญหาส่วนตัวรุมเร้า ทั้งเรื่องงานน่าเบื่อในบริษัทผลิตปฏิทินที่แม่จัดหาให้ และเมื่อสเตฟานีมีท่าทีปฏิเสธ

ความฝันในโลกแห่งความจริงของสเตฟานจึงค่อยๆ กลายเป็นความจริงในโลกแห่งความฝันมากขึ้นทุกขณะ…โดยมีความรักรอเขาอยู่ที่นั่น

หนังนำเสนอภาวะสับสนก้ำกึ่งในตัวสเตฟานได้อย่างน่าสนใจ ไม่ใช่แค่ภาวะสับสนระหว่างความจริงกับความฝันซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ที่สุดเท่านั้น เรื่องราวรายล้อมสเตฟานยังเต็มไปด้วยการสะวิงไปมาระหว่าง 2 ขั้ว 2 ฝั่ง ไล่ตั้งแต่พ่อกับแม่ที่เลิกร้างกัน ทำให้เขาต้องเลือกอยู่กับคนใดคนหนึ่ง ในความฝันสเตฟานดูจะรักและผูกพันกับพ่อมาก แต่มีบางครั้งที่เขาไม่พอใจพฤติกรรมของพ่อแล้วเห็นใจแม่

การย้ายไปอยู่เม็กซิโกกับพ่อตั้งแต่เด็ก ก่อนจะต้องกลับมาฝรั่งเศสในวัยหนุ่ม ทำให้เขาดูแปลกที่แปลกทาง ยกเว้นในห้องนอนซึ่งเป็นโลกส่วนตัวของเขาที่ยังคงสภาพห้องนอนของเด็กคนหนึ่ง นี่กระมังที่มีส่วนปลุกให้เด็กชายสเตฟานกลับมาอีกครั้ง เขาห่อหุ้มร่างกายด้วยเสื้อตัวเดียวซ้ำๆ และสวมหมวกไหมพรมสีแดงเสมอ ราวกับป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมเข้ามาใน “โลก” ของเขา

นอกจากจะสับสนในสถานที่แล้ว ภาษาก็เป็นปัญหาที่ทำให้สเตฟานสับสนและดูแปลกในสายตาคนอื่น เขาต้องทิ้งภาษาสเปน หัดพูดฝรั่งเศสทั้งที่ไม่ถนัดและรู้สึกเขอะเขิน จนต้องหันไปใช้ภาษาอังกฤษเป็นหลัก ขณะที่งานในบริษัทผลิตปฏิทิน ตอกย้ำว่าสเตฟานยังติดค้างอยู่กับเรื่องราวเก่าก่อน สเตฟานไม่ยอมทำงานแปะอาร์ตเวิร์กปฏิทิน (ซึ่งสื่อถึงอนาคต) โดยอ้างว่าเขาต้องการทำงานสร้างสรรค์ แต่ถึงกระนั้น งานสร้างสรรค์ของเขากลับกลายเป็นภาพวาดเหตุการณ์ในอดีต

ที่สำคัญ เหตุการณ์ในอดีตที่เขาวาดไม่ใช่เหตุการณ์รื่นรมย์ทั่วไป แต่เป็นหายนะครั้งใหญ่ซึ่งเกิดขึ้นในแต่ละเดือน เช่น เครื่องบินทีดับเบิลยูเอ ไฟลท์ 800 ตกในแอตแลนติคเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 1997 แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในเม็กซิโก ซิตี้ เดือนกันยายน ปี 1985 มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน (มีภาพหนึ่งที่ไม่ได้เอ่ยถึงน่าจะเป็นเหตุการณ์สึนามิ)

นั่นหมายความว่านอกจากเขาจะไม่คิดถึงอนาคตแล้ว ยังติดค้างกับอดีตซึ่งล้วนแต่เป็นอดีตอันเลวร้าย

หากย้อนกลับไปดูสถานที่อย่างเม็กซิโกและฝรั่งเศส จะพบว่ามีประวัติศาสตร์เลวร้ายเช่นกัน นั่นคือการรุกรานเพื่อขยายอาณานิคมและก่อตั้งจักรวรรดิฝรั่งเศสในเม็กซิโกโดยจักรพรรดินโปเลียนที่ 3 ช่วงปี 1861-1867 ส่งผลให้เกิดสงครามระหว่าง 2 ฝ่าย จนมีผู้บาดเจ็บล้มตายนับหมื่น

ติดค้างกับอดีตอันเลวร้าย สับสนกับปัจจุบัน ไม่กล้ามองไปยังอนาคต…นี่จึงเป็นสาเหตุให้สเตฟานหลบเลี่ยงความจริงแล้วเข้าไปอยู่ในฝัน แม้บางขณะความจริงจะมีแนวโน้มด้านดี แต่เขากลับดิ่งลงไปยังหลุมดำแห่งความฝันไม่รู้จักจบสิ้น

กิจกรรมสร้าง “แบบจำลอง” อันเต็มไปด้วย “จินตนาการ” กับสเตฟานีที่ชายหนุ่มปรารถนาจะทำให้สำเร็จจึงไม่ต่างอะไรกับการหวังแค่ “ก่อร่างสร้างฝัน” ซึ่งไม่ว่าอย่างไรก็ไม่มีทางกลายเป็น (ของ) จริงนั่นเอง

หนังประกอบด้วยฉากแอนิเมชั่นมากมายเพื่อแทนภาพในความฝัน ทั้งแอนิเมชั่นดินเหนียว กระดาษ ภาพวาดและคอมพิวเตอร์กราฟิก รวมทั้งสิ่งของต่างๆ ที่นำมาดัดแปลงเป็นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วนำมาบวกเข้ากับคนแสดง หรือตัดสลับไปมา เมื่อเวลาผ่านไปผู้ชมจะเริ่มแยกแยะได้ลำบากว่าเรื่องราวตอนไหนเป็นความจริงหรือความฝัน สอดคล้องกับสภาวะที่สเตฟานกำลังเผชิญอยู่

ฉากแอนิเมชั่นหลายฉากทำได้น่าทึ่งในฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ โดยเฉพาะฉากเมืองของสเตฟานที่สมมุติว่าสร้างจากแกนกระดาษทิชชู่จำนวนมหาศาล อีกส่วนประกอบสำคัญคือฉากกระบวนการผลิตความฝันในหัวสมองของสเตฟาน ทำให้เห็นว่าความฝันประกอบขึ้นด้วยอะไรบ้าง

หลังจากพาผู้ชมไปพบกับ “โลกแห่งความทรงจำ” ใน Eternal Sunshine of the Spotless Mind คราวนี้กงดรี้พาไปยัง “โลกแห่งความฝัน” ซึ่งเปิดโอกาสให้เขาได้สร้างสรรค์งานด้านภาพไร้ขีดจำกัดอีกครั้ง จุดเด่นของกงดรี้อีกประการหนึ่งคือเขามีท่วงทำนองของการเล่าเรื่อง รวมทั้งเลือกและใส่บทเพลงลงไปในหนังได้เหมาะเจาะ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเขาเติบโตมาโดยได้รับอิทธิพลของดนตรีป๊อป และทำงานเกี่ยวข้องกับเพลงมาตลอด

อย่างไรก็ตาม แม้ The Science of Sleep จะเป็นงานสร้างสรรค์อย่างเต็มตัวของ มิเชล กงดรี้ แต่เพราะหนังกล่าวถึงกระบวนการภายในหัวสมองของมนุษย์ จึงไม่แปลกที่ผู้ชมอาจจะนึกไปถึง Eternal Sunshine ซึ่งเขียนบทโดย ชาร์ลี คอฟฟ์แมน และนึกเลยต่อไปยัง Being John Malkovich หนังอีกเรื่องจากบทของคอฟฟ์แมน ว่าด้วยเรื่องราวความรักกับสมองของมนุษย์เช่นกัน นอกจากนี้ บุคลิกของหนังทั้ง 3 เรื่อง ยังใกล้เคียงกัน แม้ The Science of Sleep จะมีสีสันมากกว่า

ในฐานะนักทำหนังไอเดียบรรเจิด…นับว่างานนี้กงดรี้ยังเดินหน้าไปไม่ไกลสักเท่าไหร่

ที่มาจากหนังสือพิมพ์