4:30 ลืมตามาเหงา

Home / วิจารณ์หนัง / 4:30 ลืมตามาเหงา

น่าสังเกตว่า เพลงที่มีเนื้อหาทำนอง “ต้องการใครสักคน” มักจะได้รับความนิยม หรือที่เรียกว่า “โดนใจ” ผู้ฟังได้มากเป็นพิเศษ เป็นไปได้ว่า ความนิยมดังกล่าวอาจจะเกิดจากเหตุผลที่ว่า อาการไม่อยากอยู่เพียงลำพังนั้น เป็นอาการสากลที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัยนั่นเอง (ไม่เหมือนกับอาการอกหัก ซึ่งบางคนที่ไม่เคยมีรักอาจไม่เข้าใจอารมณ์เพลง)

แต่ความรู้สึกที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นกับใครหลายคน อาจจะได้แก่ อารมณ์เหงาในช่วงเวลาที่พระอาทิตย์ยังไม่ทำงาน

ถ้าใครเคยลืมตาตื่นขึ้นมาตอนดึก แล้วได้ยินเพลงเหงาๆ เข้าสักเพลง เป็นไปได้หรือไม่ว่า เขาหรือเธอคนนั้นจะรู้สึก “อิน” กับเพลงที่ว่ามากเป็นพิเศษ และเป็นไปได้หรือไม่ว่า ถ้าได้หยิบหนังสือเศร้าๆ สักเล่มขึ้นมาอ่านในเวลาที่ประชาชีหลับใหลกันหมดแล้ว เขาหรือเธอคนนั้นก็จะรู้สึกเดียวดายมากขึ้นกว่าเดิมอีกหลายเท่า ด้วยสมมติฐานที่ว่าขณะนั้น เป็นเวลาที่คล้ายกับว่าเราถูกทอดทิ้งให้มองโลกอยู่เพียงผู้เดียว ในขณะที่ดวงตาคู่อื่นๆ ล้วนปิดสนิท


Royston Tan ผู้กำกับฯคนดังชาวสิงคโปร์ กล่าวไว้ว่า “มีหลายคืนที่ผมต้องถ่ายหนังดึกๆ ดื่นๆ จนถึงตีสี่ครึ่ง ซึ่งผมรู้สึกว่าช่างเป็นช่วงเวลาที่เหงามาก จะเรียกว่าเหงาที่สุดยิ่งกว่าช่วงไหนๆ ของวันเลยก็ว่าได้ มันเช้าเกินกว่าจะหลับ และก็ดึกเกินกว่าจะตื่น” (จากนิตยสารไบโอสโคป ฉบับที่ 57)

นอกจากนี้ Royston ยังเคยได้ยินมาด้วยว่า “ตีสี่ครึ่ง” เป็นเวลาที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสูงที่สุด เขาจึงคิดสร้างหนังเพื่อมาแชร์ความเหงาของผู้คนในช่วงเวลานี้ และหนังเรื่องนั้นก็มีชื่อที่แสนจะเข้าประเด็นว่า “4:30” นั่นเอง

โดยหนังเล่าถึง “เสี่ยวหวู่” เด็กหนุ่มวัย 15 ปีที่ถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังในอพาร์ตเมนต์แห่งหนึ่ง เพราะแม่ต้องไปทำธุระที่ต่างเมือง โดยเขามีเพื่อนร่วมบ้านเป็นชายชาวเกาหลีที่ชื่อ “จุง” ซึ่งมาอาศัยเช่าห้องอยู่ด้วย

เสี่ยวหวู่ไม่เคยจะนอนหลับเลยในแต่ละวัน เขาจะนอนดูละครน้ำเน่า ไม่ก็นั่งจับเจ่า แต่สิ่งหนึ่งที่เด็กชายทำไม่เคยขาดคือ เขาจะย่องไปที่ห้องของจุงในเวลาตีสี่ครึ่งของทุกวัน เพื่อไปส่องดูข้าวของเครื่องใช้ และคอยสำรวจพฤติกรรมของคุณน้าคนนี้ แล้วก็นำมาบันทึกเก็บไว้ในสมุด (จริงๆ คือหนังสือเก่า) ซึ่งวิธีบันทึกที่ว่า ก็มีทั้งการเขียน วาดรูป ถ่ายภาพจากโทรศัพท์มือถือ เลยเถิดไปถึงการเก็บเส้นขนของคุณน้ามาแปะไว้ในสมุดด้วย

แม้จะได้เห็นหน้าทุกตีสี่ครึ่ง (เป็นต้นไป) แต่หน้าแปลก ที่ทั้งสองแทบจะไม่เคยส่งเสียงพูดคุยกันเลย แถมหนุ่มเกาหลีก็ไม่เคยสนใจเสี่ยวหวูเหมือนที่เด็กน้อยใส่ใจเขา เพราะวันๆ พ่อหนุ่มเอาแต่ดูดบุหรี่ นั่งหน้าเศร้า และเมามาย

จนวันหนึ่งที่ทั้งคู่มีโอกาสมานั่งเคียงกันข้างบันได อะไรต่อมิอะไรจึงได้เปลี่ยนไปจากที่เคย

“4:30” มีไอกรุ่นของความเป็นหนังรักร่วมเพศปะปนอยู่มาก แม้จะไม่ได้ออกอาการตุ้งติ้ง แต่บางคนอาจรู้สึกว่าหนุ่มน้อยเสี่ยวหวู่เหมือนเด็กหญิงมากกว่าจะเป็นเด็กชาย รวมถึงพฤติกรรมช่างเอาอกเอาใจของเจ้าหนูด้วย ที่น่าคิดว่ามันผิดไปจากเพศเดียวกัน

ถึงอย่างนั้น หนังก็ไม่ได้ทำออกมาดูน่าเกลียดจนเกินงาม เพราะ Royston คุมโทนออกมาได้พอเหมาะ คือ ไม่หลงประเด็นความเหงาของเด็ก (หรืออีกนัยหนึ่งคือผู้ใหญ่ตัวเล็ก) ที่ถูกทอดทิ้ง ในขณะเดียวกัน ความไม่ชัดเจนตรงนี้ก็เหมือนเป็นเสน่ห์อย่างหนึ่งของหนัง เพราะมันคอยยั่วให้เราตีความว่า เอาเข้าจริง “4:30” อาจจะเป็นหนัง (แอบ) รักของมนุษย์ที่ต้องการใครสักคนก็ได้

ตัวละครใน “4:30” แทบจะไม่พูดจากันเลย หลายคนที่ไม่คุ้นชินกับหนังเงียบๆ จึงอาจจะเกิดอาการเบื่อเอาได้ง่ายๆ แต่สำหรับผู้ที่ชอบโบยตีตัวเองด้วยความเหงา หนังก็น่าจะสนองอารมณ์ของคุณได้ไม่แพ้เรื่องอื่นๆ ในตระกูลเดียวกันนี้แต่อย่างใด

ไม่เชื่อลองหามาดูกัน

ที่มาจากหนังสือพิมพ์