หวนคิดถึงอีที ใน เดอะ ลาสต์ มิมซี่

Home / วิจารณ์หนัง / หวนคิดถึงอีที ใน เดอะ ลาสต์ มิมซี่

คอลัมน์ สดจากเยาวชน
สุเทพ คล้ำนคร

ต้อนรับเปิดเทอมหมาดๆ มีหนังเอาใจน้องๆ หนูๆ มาในแนวไซไฟ-ผจญภัย กำลังลงจอฉายให้ชมในบ้านเรา

เดอะ ลาสต์ มิมซี่ (The Last Mimzy) สร้างจากเรื่องสั้นแนววิทยาศาสตร์เรื่อง Mimzy were the Borogroves ของ ลูอิส แพดเจตต์

เมื่อเด็กๆ เล่นของเล่นเหล่านี้ ระดับความฉลาดของพวกเขาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

ครูที่โรงเรียนรายงานพ่อแม่เด็กทั้งสองว่าลูกของพวกเขามีระดับสติปัญญาสูงเกินอัจฉริยะ

พ่อแม่ของเด็กเองก็รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติเกิดขึ้น!!

“เอ็มม่า” ลูกสาวคนเล็กบอกแม่ที่กำลังสับสนว่า ตุ๊กตากระต่ายชื่อมิมซี่ ของเล่นชิ้นหนึ่งในกล่องนั้นสอนอะไรหลายอย่างให้เธอ

แม่ของ “เอ็มม่า” เริ่มกังวลเมื่อลูกชายของเธอทำไฟดับเกือบทั้งเมือง

รัฐบาลสืบสาวต้นตอจนมาถึงที่บ้านของครอบครัวนี้

สถานการณ์ใหญ่โตเกินควบคุม เด็กๆ พุ่งความสนใจไปที่วัตถุประหลาดโดยเฉพาะมิมซี่ และภารกิจที่พวกมันถูกส่งมาปฏิบัติการ

“เอ็มม่า” บอกว่า “มิมซี่” บรรจุสารที่ส่งมาจากโลกอนาคต และการตรวจสอบทางวิทยาศาสตร์ก็พบว่า “มิมซี่” ผลิตด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงโดยครึ่งหนึ่งเป็นเครื่องยนต์ อีกครึ่งหนึ่งเป็นอวัยวะมนุษย์

ทุกคนรู้ว่ากำลังเผชิญอยู่กับบางอย่างที่เหลือเชื่อ แต่มันคืออะไรกันแน่

แก่นเรื่องนำเสนอเกี่ยวกับสมองเล็กๆ ของเด็กที่เปิดกว้างสำหรับการเรียนรู้ทุกรูปแบบ แต่เหนือสิ่งอื่นใด ภาพยนตร์เรื่องนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อสร้างความสนุกสนานในครอบครัว

และแม้จะมุ่งสร้างความบันเทิงเป็นหลัก แต่เดอะ ลาสต์ มิมซี่ ก็อ้างอิงข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์โดยมีที่ปรึกษา พิเศษเป็นผู้เชี่ยวชาญทางวิทยาศาสตร์ในสาขาที่เกี่ยวข้อง นั่นคือดร.ไบรอัน กรีน อาจารย์ประจำวิชาฟิสิกส์แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

ความคิดพื้นฐานของเดอะ ลาสต์ มิมซี่ คือถ้าคนเราหยุดมองรอบตัวด้วยดวงตาที่เปิดกว้างจะเห็นว่ามีหลายอย่างที่น่าวิตก ไม่ใช่แค่เรื่องการเมือง แต่ยังมีเรื่องสังคมด้วย ทุกวันนี้เราถือเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ไว้ตลอดเวลา และถูกมันคุกคาม เด็กๆ หมกมุ่นอยู่กับเกมคอมพิวเตอร์ โทรทัศน์ และอินเตอร์เน็ต แต่ละบ้านเปิดโทรทัศน์เป็นเวลาหลายชั่วโมงต่อวัน แม้จะปิดเสียงไว้ก็ตาม จอวิดีโอมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง ข่าวสารมีแต่เรื่องความตาย เสียงเครื่องใช้อิเล็กทรอนิกส์รบกวนชีวิตเราทั้งภายนอกและภายใน หูเราเริ่มเบิกกว้าง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่งเสียงเรียกเราตลอดเวลา แล้วเราก็เริ่มปลีกตัวออกจากกันอย่างช้าๆ

เมื่อความห่างเหินดำเนินไปในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เราอาจไม่ต้องการความบริสุทธิ์ในจิตใจอีกต่อไป และถ้าหากเป็นอย่างนั้นมนุษย์เรากำลังตกอยู่ในปัญหาใหญ่

การค้นหานักแสดงเด็ก โดยเฉพาะเด็กเล็กๆ ที่มีพรสวรรค์จะสวมบทเป็นตัวละครนั้นๆ และรับมือกับงานสร้างแบบนี้ได้ก็ถือว่ายากแล้ว แต่เด็กเหล่านี้ยังต้องแบกหนังทั้งเรื่องไว้ด้วย ทีมงานออกหาตัวนักแสดงใน 4 เมืองใหญ่ คัดเลือกผู้สมัครและเฟ้นคนที่ดีที่สุด

สุดท้ายก็ได้หนูน้อย เรียห์นนอน ลีห์ รีน รับบท เอ็มม่า วิลเดอร์ และคริส โอนีล รับบท โนอาห์ พี่ชายของเธอ ซึ่งเด็กทั้งสองก็เล่นได้น่ารักน่าหยิก และแฝงไว้ด้วยการเล่นบทดราม่าที่เก่งเกินวัยทีเดียว

และด้วยพล็อตเรื่องและอารมณ์ของหนังที่สื่อถึงมิตรภาพอันอบอุ่นระหว่างเด็กกับเพื่อนต่างภพ

หลายคนคงอดไม่ได้ที่จะหวนคิดถึงเพื่อนรักจากต่างดาว…อีที

ที่มาจากหนังสือพิมพ์