Pirates of The Carribbean : At World s End ปิดฉากโจรสลัด

Home / วิจารณ์หนัง / Pirates of The Carribbean : At World s End ปิดฉากโจรสลัด

คงไม่ต้องเกริ่นอะไรกันมากสำหรับภาพยนตร์โจรสลัดสุดเพี้ยนเรื่อง “Pirates of The Carribbean” เพราะฉายมาแล้ว 2 ภาค ก็ดังเปรี้ยงปร้างจนเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลกทั้ง 2 ภาค ซึ่งล่าสุด หนังก็เดินทางมาถึงภาค 3 ซึ่งเป็นตอนจบของหนังไตรภาคเรื่องนี้แล้วด้วย

“Pirates of The Carribbean : At World”s End” กำกับการแสดงโดย กอร์ เวอร์บินสกี้ เจ้าเก่า และยังคงขนดาราในภาคเดิมมาอย่างพร้อมหน้า ทั้งกัปตันแจ๊ค สแปร์โรว์ (จอห์นนี่ เดปป์), วิลล์ เทิร์นเนอร์ (ออร์แลนโด้ บลูม), อลิซาเบ็ท สวอร์น (เคียร่า ไนต์ลี่ย์), กัปตันบาบอสซา (เจฟฟรี่ย์ รัช), กัปตันผีเดวี่โจนส์ (บิลล์ ไนฮีย์), เทีย ดัลม่า (นาโอมี่ แฮร์ริส), บู๊ทสแตร็ป บิลล์ (สเตลแลน สการ์สการ์ด), ลอร์ด คัทเลอร์ เบ็คเก็ตต์ (ทอม ฮอลแลนเดอร์), พินเทล (ลี อาเรนเบิร์ก) ฯลฯ และฮือฮาด้วยหน้าใหม่อย่าง โจว เหวิน ฟะ ที่มารับบท กัปตันเซาเฟ็ง เจ้าแห่งโจรสลัดฟากฝั่งเอเชีย

ส่วนเนื้อเรื่อง ก็ยังคงสืบเนื่องมาจากภาคก่อน หลังจากที่กัปตันแจ๊คถูกเดวี่โจนส์จองจำทั้งร่างกายและดวงวิญญาณ กัปตันบาบอสซา วิล อลิซาเบ็ท และโจรสลัดสุดป่วนอื่นๆ จึงเดินทางไปหากัปตันเซาเฟ็ง เพื่อขอเรือและคนออกไปตามหาแจ๊ค ด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆ กัน

การผจญภัยของเหล่าโจรสลัดในภาคนี้ จัดว่าค่อนข้างวุ่นวาย เพราะต่างคนต่างก็มีผลประโยชน์ที่ตัวเองต้องการ เราจึงได้เห็นการทรยศหักหลัง ความโลภ ผสมกับความโหดร้ายน่าสะพรึงกลัวของปีศาจและเทพแห่งท้องทะเล ถึงอย่างนั้นก็ยังได้เห็นความกล้าหาญและความสามัคคีของเหล่าโจรสลัดจาก 9 กลุ่ม ที่รวมพลังกันเพื่อต่อสู้กับบริษัทอีสต์ อินเดีย เทรดดิ้ง คัมปะนี ที่คิดจะกำจัดพวกเขาให้พ้นไปจากเส้นทางเดินเรือ

ด้วยความที่คนเยอะเรื่องก็แยะ ทำให้หนังภาคนี้ดูลำบากขึ้นกว่าภาคก่อนๆ พอสมควร เพราะบางที ดูๆ ไปก็ชักจะตามไม่ทันว่าใครเป็นใคร คำพูดนี้หมายถึงใครหรือเหตุการณ์ไหน บ้างก็เท้าความไปถึงภาคก่อนๆ ซึ่งเราจำได้บ้างไม่ได้บ้าง เพราะฉะนั้น ทางที่ดีใครจะไปดูภาคนี้ ลองไปรื้อดูหนังหรือเรื่องย่อของภาคเก่าๆ มาอ่านก่อนก็ดีนะ นอกจากอุปสรรคในข้อนี้ ตัวละครในไพเรตส์ฯภาคล่าสุดยังพูดจาเล่นสำบัดสำนวนกันสุดฤทธิ์ จนทำให้เราต้องคิดตามมากเป็นพิเศษ เอาเป็นว่าก่อนเข้าโรง ก็พักผ่อนให้เพียงพอก่อนละกัน ไม่งั้นสมองไม่แจ่มใสแล้วดูไม่มันส์ไม่รู้ด้วยนะ

แต่ถ้าเอาชนะสิ่งเหล่านี้ไปได้ รับรองว่าจะได้ดูหนังเรื่องนี้อย่างสนุกอย่าบอกใครเชียว เพราะฉากล้วนตื่นตา เนื้อหารึก็สุดตื่นใจ ท้าทายจินตนาการของเราซะจริงๆ แต่ขอเตือนสักหน่อยว่าถ้าคิดจะพาลูกเด็กเล็กแดงไปดู ก็อาจต้องคอยปิดตาบ่อยหน่อย เพราะหนังมีฉากโหดดิบอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน (ถึงมีคนบอกว่าไพเรตส์ฯเป็นหนังของวอลท์ ดิสนีย์เรื่องเดียวที่ไม่เหมาะสำหรับเด็ก)

ในส่วนของตัวละคร ภาคที่แล้วเราอาจจะได้เห็นกัปตันแจ๊คขโมยซีนอยู่คนเดียวตลอดทั้งเรื่อง แต่ในภาคนี้ ที่มีบทเด่นเหนือใครก็เห็นจะเป็นสาวงามผู้แทบจะเป็นหญิงคนเดียวในเรื่องอย่างอลิซาเบ็ท ที่สลัดคราบคุณหนู ถอดคอร์เซ็ทมานุ่งกางเกงกระเตงดาบ แถมยังบู๊กระจายอีกด้วย

สำหรับเหตุผลที่สุดหล่อจอห์นนี่ เดปป์ โดดเด่นน้อยลง อาจเป็นเพราะในภาคนี้ อารมณ์ขันและความเพี้ยนของเจ้าตัวไม่มากเท่าภาคก่อน (แต่ก็ยังเพี้ยนอยู่ดีแหละ) อีกนัยหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะ ท่าทางแต๋วๆ และอาการเล่นหูเล่นตาของกัปตันแจ๊คไม่สร้างความแปลกใหม่ให้แก่ผู้ชมแล้วก็เป็นได้

ในขณะที่ตัวละครอย่างออร์แลนโด้ บลูม ในคราบวิลล์ เทิร์นเนอร์ ก็ลดความเป็นสุภาพบุรุษที่มีในภาคก่อนลง จนแทบจะกลายเป็น anti-hero อย่างกัปตันแจ๊คไปอีกคน (แต่โดยรวมพ่อก็ยังแมนอยู่นะจ๊ะ)

และในฐานะที่เป็นภาคจบ สิ่งหนึ่งที่แฟนๆ ไพเรตส์ฯอยากรู้มากที่สุด ก็คงหนีไม่พ้นบทลงเอยของรักสามเส้าของกัปตันแจ๊ค, วิล และอลิซาเบ็ท อย่างแน่นอน ซึ่งที่ปรากฏในหนังภาคนี้ก็พลิกแล้วพลิกอีก จนจะจบแล้ว ยังไม่เชื่อเลยว่า ตกลงเอางี้ใช่ไหม หรือจะมีอะไรต่อ เรียกว่าให้ลุ้นกันจนวินาทีสุดท้ายเลยจริงๆ

ใครอยากรู้ว่าเรื่องรักและเรื่องรบของพวกเขาจะลงเอยอย่างไร ตามไปสั่งลากันในโรงได้เลย

ที่มาจากหนังสือพิมพ์