Stand By Me เพื่อนจะอยู่กับเรา(ไปถึงเมื่อไหร่?)

Home / วิจารณ์หนัง / Stand By Me เพื่อนจะอยู่กับเรา(ไปถึงเมื่อไหร่?)

คอลัมน์ ผ่านแล้วไม่ผ่านเลย

“เพื่อนสมัยมัธยมดีที่สุด มหาวิทยาลัยรองลงมา ส่วนที่ทำงานนั้นเอาไว้ท้ายๆ เลย” ใครบางคนนิยามคุณลักษณะของเพื่อนในแต่ละช่วงวัยไว้อย่างนั้น ซึ่งหลายคนคงเห็นว่าไม่จริงสักหน่อย เพราะเท่าที่มีอยู่ คือความผูกพันแน่นแฟ้นกับเพื่อนสมัยเป็นนักศึกษา รวมถึงการได้รับความห่วงใยและคำปรึกษาดีๆ จากคนที่รู้จักกันในที่ทำงานมากกว่า กระนั้น ก็ยังมีอีกหลายคนเหลือเกินที่เห็นด้วยกับคำพูดข้างต้นนี้

เป็นไปได้ว่า การที่เพื่อนสมัยเด็กๆ กลายเป็นเพื่อนที่เรารักมากที่สุด มีสาเหตุมาจากการที่โลกในวัยเด็ก เป็นโลกที่บริสุทธิ์และไม่ต้องทุกข์ร้อนกับชีวิตมากนัก เป็นโลกที่ได้หยอกล้อเล่นหัวและหาเรื่องซุกซนด้วยกันไปวันๆ ในขณะที่โลกของหนุ่มสาว (นักศึกษา) เป็นโลกของคนที่ต้องแบ่งเวลาเล่นไปนั่งหวาดหวั่นกับความไม่แน่นอนของชีวิต (หลังเรียนจบ) ส่วนโลกของผู้ใหญ่ (วัยทำงาน) เป็นโลกของผู้ที่นอกจากไม่มีเวลาเล่น ยังต้องเจียดเวลาทำหากิน ไปนั่งคิดแผนลอบแทงข้างหลังเพื่อนร่วมงาน หรือไม่ก็ต้องคอยระวังเพื่อนร่วมงานมาแทงข้างหลังอีกด้วย

“ผมไม่มีเพื่อนอย่างตอนอายุ 12 อีกเลย, ใครบ้างนะที่มี?” กอร์ดี้ นักเขียนหนุ่มผู้มีชีวิตโลดแล่นอยู่ในภาพยนตร์ในดวงใจใครหลายคนอย่าง “Stand By Me” ว่าไว้อย่างนั้น

แล้วเพื่อนในวัย 12 ขวบของกอร์ดี้ เป็นแบบไหนกันนะ?

ในวัยเด็ก “กอร์ดี้” (วิล วีตัน) หนุ่มน้อยที่ไม่ได้รับความรักจากพ่อแม่ซึ่งยังทำใจกับการเสียลูกชายคนโตไม่ได้ มีเพื่อนซี้ไว้คอยเล่นซุกซนอยู่ 3 คน คือ “คริส” (ริเวอร์ ฟินิกซ์) เด็กหนุ่มยากจนและเหลือขอ แต่ก็เข้มเข็งและสู้ชีวิต “เท็ดดี้” (คอรีย์ เฟลด์แมน) ผู้มีปมด้อยเนื่องจากมีพ่อที่เสียสติ และ “เวิร์น” (เจอร์รี่ โอ คอนเนลส์) เจ้าอ้วนจอมเฟอะฟะ ที่คอยเป็นเหยื่อให้เพื่อนๆ เล่นสนุก โดยในหนัง เราจะได้เห็นความผูกพันของเด็กทั้งสี่ผ่านการร่วมเดินทางไปหา “ศพ” ที่พวกเขาไปแอบได้ยินแก๊งวัยรุ่นจอมซ่าพูดกันว่าถูกทิ้งอยู่ในป่าตลอดทั้งเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการร่วมกันทำอะไรห่ามๆ พูดคุยถึงความฝัน ทะเลาะเบาะแว้ง และปลุกปลอบใจยามมีเรื่องเศร้า

อันที่จริง “Stand By Me” โดดเด่นในแง่การเป็นหนังก้าวข้ามวัย (Coming of Age) มากกว่าการเป็นหนังที่เล่าเรื่องมิตรภาพของเพื่อนเสียด้วยซ้ำ เพราะหลังจากที่กลับจากการไปหาศพ พวกเขาก็มองโลกไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป

stand by me

นอกจากนี้ ในยามที่หน่วยงานทางสังคมคิดจะหยิบหนังเรื่องนี้มาพูด ก็มักจะเอ่ยถึงประเด็นปัญหาวัยรุ่นที่หนังสะท้อนออกมาเสียมากกว่า เพราะถ้าจะว่ากันตามจริง เด็กกลุ่มนี้ก็ถือเป็นเด็กเกเรเหลือขอ พวกเขาทั้งเล่นไพ่ ดูดบุหรี่ และพูดคำหยาบเป็นว่าเล่น ซึ่งนั่นก็น่าจะมาจากปูมหลังครอบครัวที่ไม่เอาใจใส่ลูกหลานนั่นเอง

ถึงอย่างนั้น ประเด็น “ความเป็นเพื่อนในวัยเยาว์” ในหนังเรื่องนี้ก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรมองข้าม โดยเฉพาะเมื่อนึกถึงฉากอันน่าประทับใจ

อย่างตอนที่เท็ดดี้ถูกผู้ใหญ่ที่เขาเพิ่งไปกวนบาทามา ด่ากลับว่ามีพ่อเป็นพวกจิตไม่ปกติ ซึ่งเท็ดดี้ที่รักและเห็นพ่อเป็นฮีโร่ก็พ่นคำหยาบกลับไป แล้วร่ำไห้ด้วยความปวดใจตามหลัง โดยมีเพื่อนๆ คอยพูดจาปลุกปลอบด้วยเหตุผลเท่าที่จะให้เด็กๆ อย่างพวกเขาจะหามาได้ โดยเฉพาะคริสที่มีเรื่องผิดใจกับเท็ดดี้จนแทบจะไม่ขอร่วมทางกันต่อเมื่อก่อนหน้า ก็อุตส่าห์ลืมข้อบาดหมางนั้นไปเมื่อเห็นเพื่อนถูกรังแกหัวใจ

ซึ่งถึงแม้เท็ดดี้จะปฏิเสธคำปลอบใจของเพื่อนๆ แต่ทั้งสามคนก็ยังอุตส่าห์เดินเงียบๆ “เคียงข้างกันไป” อย่างไม่มีใครคิดจะทิ้งใครเลยทีเดียว

อีกฉากที่น่าจดจำคือ ในตอนที่เด็กทั้งสี่นั่งล้อมกองไฟกลางป่า แล้วร่วมแบ่งปันจินตนาการกัน โดยเฉพาะเมื่อกอร์ดี้ผู้ใฝ่ฝันจะเป็นนักเขียนเล่าเรื่องที่เขาแต่งขึ้น และมีเพื่อนๆ นั่งเอียงคอฟังอย่างตั้งใจ และคอยปรบมืออย่างชอบใจในความนึกคิดอันบรรเจิดของเขาครั้งแล้วครั้งเล่า

ไม่มีเสียหรอก ที่ผู้ชาย (หรือผู้หญิง) ตัวโตๆ จะมาคอยนั่งฟังเรื่องไร้สาระของกันและกันแบบนี้ จะมีก็แต่ดักคอว่าเพ้อเจ้อ แล้วเปลี่ยนบทสนทนาไปเป็นปัญหาชีวิตของแต่ละคนเสียมากกว่า

ซึ่งก็คงไม่ใช่ความผิดใคร เพราะมนุษย์ที่ไหนก็มีชีวิตแบบเด็กๆ ไปตลอดไม่ได้ และในเมื่อเรายังเปลี่ยนแปลง ก็ไม่แปลกหรอกที่ “หน้าตา” ของเพื่อนๆ เราจะเปลี่ยนผันตามไปด้วย

และนั่นก็ไม่ผิดไปจากที่กอร์ดี้บอก

“ผมไม่มีเพื่อนอย่างตอนอายุ 12 อีกเลย, ใครบ้างนะที่มี?”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์