The Schoolgir s Diary หนังของ “คิม จอง อิล”

Home / วิจารณ์หนัง / The Schoolgir s Diary หนังของ “คิม จอง อิล”

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
www.aloneagain.bloggang.com


ช่วงเดือนตุลาคมปีที่แล้ว ข่าวใหญ่ที่ทั่วโลกให้ความสนใจมากที่สุดไม่พ้นข่าวเกาหลีเหนือทดลองอาวุธนิวเคลียร์เป็นครั้งแรก หลังจากหนึ่งปีก่อนหน้านั้น “อาณาจักรหลีกเร้น” บนคาบสมุทรเกาหลีเพิ่งประกาศให้โลกรับรู้ว่าตนเองมีนิวเคลียร์ในครอบครอง

เจอดอกนี้เข้า ทั้งสหรัฐ รัสเซีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แม้แต่จีนซึ่งเป็นพันธมิตรกับโสมแดง ถึงกับเต้นเป็นเจ้าเข้า จ้องจะจัดการกับอาการดื้อดึงของเกาหลีเหนือ จนกลายเป็นวิกฤตนิวเคลียร์รอบใหม่จากที่ยืดเยื้อคาราคาซังบนโต๊ะเจรจามาตลอด กระทั่งในการเจรจา 6 ฝ่าย เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือแบะท่าว่าจะยอมถอยเพื่อยุติปัญหา

ช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับข่าวโสมแดงทดลองนุก มีข่าวเล็กๆ คนละอารมณ์เผยแพร่ในสื่อต่างประเทศว่า “ท่านผู้นำที่รัก” คิม จอง อิล เข้าไปเกี่ยวพันกับเด็กสาววัยเรียน ในทำนองว่าเป็นผู้ให้การสนับสนุน “เธอ” อย่างเต็มตัว จนประสบความสำเร็จ เด่นดัง และกำลังจะโกอินเตอร์!

เด็กสาวที่ว่านี้ชื่อ Han nyeohaksaengeui ilgi หรือ The Schoolgirl”s Diary หนึ่งในหนัง 2 เรื่อง ของเกาหลีเหนือที่สร้างในปี 2006 ซึ่งว่ากันว่า คิม จอง อิล ลงไปคลุกในขบวนการผลิตตั้งแต่ขั้นตอนร่างบทหนังเลยทีเดียว

ผู้นำสูงสุดแห่งเกาหลีเหนือสร้างหนัง…นึกภาพตามอาจจะแปลกพอสมควร ผู้นำประเทศคอมมิวนิสต์ที่ร่ำๆ ว่าจะทดลองนิวเคลียร์ไยมีอารมณ์สุนทรีย์ไปทำหนัง แต่หากติดตามความเป็นมาเป็นไปของคิม จอง อิล มาตลอด จะพบว่าเป็นเรื่องไม่เกินความคาดหมายนัก เพราะคิม จอง อิล เป็นคนที่หลงใหลในมายาแห่งภาพยนตร์มาแต่ไหนแต่ไร

มีข่าวไม่ยืนยันว่าเขาเคยเขียนบทและกำกับหนังหลายเรื่อง และเป็นเจ้าของหอภาพยนตร์ที่มีหนังไม่น้อยกว่า 15,000 เรื่อง จากทั่วโลก ขณะที่ข่าวซึ่งยืนยันได้คือ ปี 1978 เขาอยู่เบื้องหลังการลักพาตัว ชิน ซาง อ็อก ผู้กำกับฯแถวหน้าชาวเกาหลีใต้ พร้อมภรรยาซึ่งเป็นนักแสดง เพื่อให้มาทำหนังโฆษณาชวนเชื่อรูปแบบใหม่ๆ หลังจากเห็นว่าผู้กำกับฯที่มีอยู่เดิมเอาแต่ทำหนังซ้ำซากตามหน้าที่ ไร้ความคิดสร้างสรรค์

สำหรับบันทึกของเด็กสาวนักเรียน หรือ The Schoolgirl”s Diary สำนักข่าวของทางการเกาหลีเหนืออย่างเคซีเอ็นเอรายงานว่า คิม จอง อิล ใช้เวลาระหว่างการตรวจหน่วยทหารตามแนวหน้าในการทำสคริปต์และดูแลการผลิต กระทั่งเสร็จสมบูรณ์เป็นหนังความยาว 94 นาที ที่ถูกยกย่องว่าเป็น “งานชิ้นเอกแห่งยุคสมัย”

หนังเล่าถึงเด็กสาววัยรุ่นชื่อ ซู-รียอน อาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็กๆ ในชนบท กับพ่อซึ่งเป็นนักวิจัย แม่ผู้เป็นบรรณารักษ์ของสถาบันวิทยาศาสตร์ ส่วนน้องสาวทอมบอยกำลังไปได้สวยกับการเป็นนักฟุตบอล

ซู-รียอนไม่มีความสุขนักที่โรงเรียน เธอมักจะมองเพื่อนนักเรียนคนอื่นโดยเปรียบเทียบกับตนเอง เช่น อยากมีสิ่งของเครื่องใช้ทัดเทียมเพื่อน อยากอยู่ในอพาร์ตเมนต์ในเมืองแทนที่จะเป็นบ้านหลังเล็กในชนบท เรียกได้ว่าเธอไม่พอใจกับสภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวตนเองเท่าใดนัก

กระทั่งแม่ล้มป่วยลง ส่วนพ่อต้องทุ่มเททำงานเมื่อมองเห็นว่าความสำเร็จครั้งใหญ่ในงานวิจัยจะช่วยให้ความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น ความทุกข์ยากลำบากเหล่านี้ทำให้ซู-รียอนคิดได้ว่าที่ผ่านมาเธอเห็นแก่ตัวเองมาตลอด เธอควรจะภาคภูมิใจและไว้ใจพ่อแม่ มีความสุขกับชีวิต กระทั่งสุดท้ายซู-รียอนเดินตามรอยเท้าพ่อของเธอด้วยการเป็นนักวิจัย

หนังกำกับฯโดย จาง อิน ฮัก ผู้กำกับฯวัย 65 ปี ส่วนบทซู-รียอนซึ่งเป็นศูนย์กลางของเรื่องรับบทโดย ปัก มิ ฮยาง นักแสดงสาววัย 18 ปี ที่เพิ่งได้รับบทนำเป็นครั้งแรก ออกฉายเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2006 และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ ว่ากันว่ายอดขายตั๋วหนังเรื่องนี้สูงถึง 8 ล้านใบ หรือ 1 ใน 3 ของจำนวนประชากรโสมแดง 23 ล้านคน

ด้วยยอดขายตั๋วเท่านี้หากเป็นหนังเกาหลีใต้จะสามารถครองอันดับ 7 บนตารางหนังทำเงินสูงสุดตลอดกาล ตามหลังหนังดังอย่าง The Host (2006) The King and the Clown (2005) และ Taegukgi : The Brotherhood of War (2004) ที่ยืนสง่าอยู่หัวแถวเลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม ต้องไม่ลืมว่าปีที่แล้วเกาหลีเหนือสร้างหนังเพียง 2 เรื่อง ขณะที่โรงภาพยนตร์ถูกห้ามฉายหนังต่างประเทศ

ความสำเร็จสูงสุดดังกล่าว บวกกับความแตกต่างจากหนังเกาหลีเหนือคลาสสิคเรื่องอื่นๆ เกิดไปเข้าตาผู้จัดจำหน่ายจากฝรั่งเศสที่ได้รู้จักหนังเรื่องนี้ในเทศกาลภาพยนตร์เปียงยาง(เทศกาลที่ฉายหนังจากทั่วโลก ยกเว้นสหรัฐอเมริกากับเกาหลีใต้) จนต้องติดต่อขอซื้อไปฉายในฝรั่งเศส และถือเป็นหนังเกาหลีเหนือเรื่องแรกในรอบกว่าทศวรรษที่ส่งออกไปยุโรป

ทั้งนี้ ผู้จัดจำหน่ายยังหวังล่วงหน้าว่าเทศกาลหนังเมืองคานส์ในเดือนพฤษภาคมปี 2007 จะมีหนังเรื่องนี้ร่วมฉายด้วย (สุดท้ายหนังได้ฉายใน “ตลาดหนัง” ในเทศกาลเมื่อวันที่ 18 พ.ค.ที่ผ่านมา)

แล้ว “บันทึกของเด็กสาวนักเรียน” มีแง่มุมของการโฆษณาชวนเชื่ออย่างไร…

พิจารณาจากเค้าโครงเรื่องแล้ว หนังคงต้องการสื่อสารไปยังคนรุ่นใหม่ของเกาหลีเหนือให้เคารพในคนรุ่นพ่อแม่ เชื่อมั่นในคุณค่าของการอุทิศตนทำงานหนัก ใช้ชีวิตอย่างมีหลักเกณฑ์เพื่อสังคมส่วนรวม อันเป็นอุดมคติตามลัทธิจูเช่

ขณะเดียวกัน การที่บทหนัง (ซึ่งว่ากันว่า คิม จอง อิล เป็นต้นคิด) กำหนดให้ตัวละครพ่อเป็นนักวิจัยทางวิทยาศาสตร์ หวังจะประสบความสำเร็จในงานวิจัยครั้งใหญ่เพื่อให้คนในครอบครัวมีความเป็นอยู่ดีขึ้น โดยให้ (คนรุ่น) ลูกเฝ้ามองอย่างชื่นชม ยังสอดคล้องกับเกาหลีเหนือที่ท่านผู้นำคิม จอง อิล มุ่งหมายทดลองระเบิดนิวเคลียร์เพื่อไม่ให้ประเทศต้องถูกรุกราน และเพื่อสร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนชาวเกาหลีเหนือ

ความสำเร็จสูงสุดภายในประเทศของหนัง “บันทึกของเด็กสาวนักเรียน” อาจจะถือได้ว่าหนังทำหน้าที่ “กระบอกเสียงของรัฐ” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ส่วนการโกอินเตอร์ด้วยคำโฆษณาในเวทีนานาชาติว่าเป็น “ผลงานของคิม จอง อิล” บุรุษลึกลับที่เพิ่งทำให้โลกอกสั่นขวัญแขวน คงเป็นผลพลอยได้ที่ไม่ได้คาดคิดมาก่อน

และคงไม่มีใครคิดว่าเป็นแผนโปรโมตหนังของท่านผู้นำ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์