Pirates of the Caribbean: At World?s End โจรสลัดจมน้ำที่สุดขอบโลก

Home / วิจารณ์หนัง / Pirates of the Caribbean: At World?s End โจรสลัดจมน้ำที่สุดขอบโลก

หนังจอกว้าง
ณัฐพงษ์ โอฆะพนม



ปีนี้ฮอลลีวู้ดมีหนังภาคต่อออกฉายมากที่สุดอีกปีหนึ่ง แต่จะเป็นเรื่องบังเอิญหรือไม่ก็สุดคาดเดา เพราะอย่างน้อยหนังจำนวนครึ่งโหล ล้วนเป็นหนังภาค 3 เริ่มจาก “Spider-Man 3” “Shrek the Third” “Ocean’s 13” “Rush Hour 3” “The Bourne Ultimatum” และล่าสุดที่กำลังเข้าโรงในบ้านเราคือ “Pirates of the Caribbean: At World’s End”

ว่ากันว่าปริมาณความสนุกหรือคุณภาพของหนัง มักจะสวนทางกับปริมาณของการสร้างภาคต่อตามออกมาในแต่ละปี แม้จุดประสงค์เพื่อหวังเดินตามรอยความสำเร็จจากภาคก่อนๆ ก็ตาม แต่ก็มีน้อยเรื่องนักที่เป็นไปตามเป้าที่วางไว้ เช่นในกรณีของหนังโจรสลัดภาค 3 “Pirates of the Caribbean: At World’s End” เรื่องนี้

หนังเปิดเรื่องชวนให้เป็นปริศนา เมื่อบรรดาเจ้าขุนมูลนายแห่งบริษัท อีสต์ อินเดีย เทรดดิ้ง คัมปะนี สั่งแขวนคอเหล่านักโทษที่กระทำความผิดต่างกรรมต่างวาระ จนมาถึงคิวของหนูน้อยที่ไม่ได้กลัวเกรงย่นระย่อต่อความตาย กลับชูคอร้องเพลงประจำก๊วนโจรสลัดดังลั่นลานประหาร…หนังตัดกลับไปยังน่านน้ำสิงคโปร์ บนเรือดิ เอ็มเพรส ที่มีหัวหน้าโจรสลัด เซาเฟ็ง (โจวเหวินฟะ) เป็นกัปตันเรือ ได้ต้อนรับการมาเยือนของ กัปตันบาร์บอสซา (เจฟฟรีย์ รัช) อลิซาเบท สวอน (เคียรา ไนท์ลีย์) และ เทีย ดัลมา (นาโอมิ แฮร์ริส) ที่เดินทางมาเสนอข้อแลกเปลี่ยนเพื่อจะได้เรือและแผนที่ ในการออกตามหาช่วยเหลือกัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ (จอห์นนี เด็ปป์) ณ ดินแดนสุดขอบโลก แต่กลับพบ วิล เทอร์เนอร์(ออร์ลันโด บลูม) ถูกจับอยู่บนเรือลำนี้ด้วย…เรื่องอลหม่านเกิดขึ้นในช่วงเวลาเจรจาต่อรองของกัปตันเซาเฟ็งและบาร์บอสซา เมื่อลอร์ดคัทเลอร์ เบ็คเก็ตต์ (ทอม ฮอลแลนเดอร์) นำกองทหารจาก อีสต์ อินเดีย เทรดดิ้ง บุกเข้ามายังเรือดิอ เอ็มเพรส และเกิดการปะทะกัน แต่ในที่สุด กลุ่มของกัปตันบาร์บอสซา นอกจากได้เรือและแผนที่กลับไปแล้วยังมีเหล่าลูกเรือแบล็คเพิร์ล ที่ถูกจับคุมขัง ไม่ว่าจะเป็น พินเทล (ลี อาเรนเบิร์ก) และ ราเก็ตตี้ (แม็คเคนซีย์ ครูก) ติดสอยห้อยตามมุ่งหน้าไปช่วยกัปตันแจ็คของพวกเขาด้วย

เรื่องราวโจรสลัดผจญภัยในภาคนี้ ดำเนินไปค่อนข้างจืดชืดขาดสีสันต่างจากสอง 2 ที่ผ่านมา อารมณ์ขันที่ถือว่าเป็นเสน่ห์ของหนังขาดหายไปมากกว่าครึ่ง โดยเฉพาะเวลากว่าค่อนเรื่อง ในช่วงของการเดินทาง ไม่ว่าจะเป็นการออกตามหากัปตันแจ็คตอนต้นเรื่อง ซึ่งแม้ตัวละครสำคัญจะยังไม่ปรากฏกาย แต่หนังก็พยายามสร้างความสนใจใหม่ๆ ให้คนดูด้วยการเพิ่มพล็อตทรยศหักหลัง หรือน้ำมิตรแปรเปลี่ยนไปคบศัตรูของตัวละครวิล เทอร์เนอร์ เพราะต้องการช่วยบูทสแตรป บิล (สเตลแลน สการ์สการ์ด) พ่อผู้ถูกสาปบนเรือปีศาจ ฟลายอิ้ง ดัทช์แมน ภายใต้การควบคุมของกัปตันหนวดปลาหมึกเดวี โจนส์ (บิล ไนฮีย์) ในขณะเดียวกันก็เพิ่มความซับซ้อนด้วยการสร้างเงื่อนไข ที่ต้องการให้เกิดการรวมเจ้าแห่งโจรสลัดจากน่านน้ำทั้ง 9 เพื่อนำไปสู่จุดจบท้ายเรื่องในการต่อกรกับเดวี โจนส์ และเรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมนที่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของลอร์ด เบ็คเก็ต หรือแม้แต่ช่วงเวลาที่กัปตันแจ็คพยายามนำลูกเรือหาทางกลับสู่โลกปกติ ที่เอาเข้าจริง ตัวละครที่สร้างสีสันได้มากที่สุดกลับตกเป็นของสมุนสองคู่หูพินเทล และราเก็ตตี้ ขณะเดียวกับที่ตัวละครซึ่งถูกเพิ่มเข้ามาอย่างกัปตันเซาเฟ็ง ก็แทบจะเป็นแค่บทรับบทเชิญที่ปรากฏตัวไม่กี่ฉาก อีกทั้งยังไม่มีผลใดๆ ต่อเรื่องราวแม้แต่น้อย นอกจากมอบหน้าที่กัปตันให้สวอนเป็นผู้สืบทอด เช่นดียวกับกัปตันที้กผู้คุ้มกฎ (คีธ ริชาร์ดส) พ่อของแจ็ค สแปร์โรว์ ที่ออกมาแค่ระงับเหตุวิวาทของคณะลูกขุนโจรสลัด ก่อนจะทักทายกัปตันแจ็คเล็กน้อย เพียงเพื่อจะบอกว่านี่คือคู่พ่อลูก แต่หาได้ใช้ประโยชน์จากคีธ ริชาร์ดส ตำนานแห่งวงหินกลิ้ง เดอะ โรลลิ่งสโตน มากไปกว่านี้ ทั้งๆ ที่เขานี่แหละ เป็นบุคคลต้นแบบที่จอห์นนี เด็ปป์ ใช้สร้างบุคคลิกเยื้องย่างกรีดกราย เดินเอียงซ้ายเอียงขวาท่าทางเหมือนคนเมายาตลอดเวลา

รายละเอียดมากมายเกินจำเป็น และขาดการเรียบเรียงที่ดีพอ ทำให้ “Pirates of the Caribbean: At World’s End” เต็มไปด้วยพล็อตซับซ้อนที่ชวนสับสน จนเกิดปัญหาในการติดตามและทำความเข้าใจ รวมทั้งตัวละครมากมาย แต่ก็ไม่ได้มีผลต่อการพัฒนาเรื่องให้คืบหน้า ซ้ำร้ายทางออกของตัวละครเหล่านั้นคือการจากลาไปอย่างสูญเปล่า และไม่ได้สร้างผลกระทบทางอารมณ์อันเกิดจากความผูกพันกับคนดูแม้แต่น้อย โดยเฉพาะกัปตันเซาเฟ็ง และเทีย ดัลมา ที่อุตส่าห์ดั้นด้นนำเธอออกมาในตอนจบของภาคที่แล้ว เพื่อมาสานต่อภารกิจในภาคนี้ ก่อนจะทิ้งขว้างอย่างไม่ไยดี ทั้งๆ ที่หนังให้ความสำคัญเธอในฐานะเทพธิดาเดซี อดีตคนรักของเดวี โจนส์ เสียด้วยซ้ำ และแน่นอนว่าเสน่ห์ของหนังกลับกลายเป็นตัวละครเดิมๆ ไม่กี่ตัว ที่ออกมาสร้างสีสัน ตั้งแต่เมื่อสองภาคที่ผ่านมา

ความสนุกที่น่าระทึกใจในแบบฉบับกัปตันแจ็คเหมือนภาคก่อนๆ กว่าจะเดินทางมาถึงก็ล่วงเลยไปร่วมๆ 50 นาทีสุดท้ายของหนัง โดยเฉพาะฉากต่อสู้เหนือน้ำวนกลางทะเลที่อรรถรสทุกอย่างในหนังโจรสลัดชุดนี้เคยมี กลับมาปรากฏให้เห็นกันอีกครั้ง ทั้งฉากดวลดาบ การกระโดดโลดโผนโจนทะยานที่ใช้ประโยชน์จากนานาอุปกรณ์ในเรือ รวมถึงมุกตลกประดามีในสถานการณ์อลหม่านที่เกิดจากการตะลุมบอนกันระหว่าง ลูกเรือฟลายอิ้ง ดัทช์แมน ของกัปตัน เดวี โจนส์ และเรือแบล็คเพิร์ล ของกัปตันแจ็ค สแปร์โรว์ แถมยังเพิ่มเทคนิคตระการตากับพายุหมุนกลางทะเล…ตอนจบของ “Pirates of the Caribbean: At World’s End” ทิ้งเชื้อไว้ให้มีภาคต่อ แต่ต้องติดตามดูกันจนจบเครดิตท้าย และจะเข้าใจ ว่าจริงๆ แล้วหนังเปิดฉากด้วยเรื่องราวในภาคที่ 4 เสียด้วยซ้ำ…ทว่าการมาถึงของภาคต่อไป อาจต้องใช้เวลาอีกนาน เพราะเหล่าบรรดาโจรสลัดตกน้ำป๋อมแป๋ม กลายพันธุ์กันไปหลายคน ทั้งคนเล่นและคนทำ

ที่มาจากหนังสือพิมพ์