Pirates of the Caribbean : At the World s End

Home / วิจารณ์หนัง / Pirates of the Caribbean : At the World s End

Film
นางสาวรื่นรมย์

หนังภาคสามของตำนานโจรสลัดแห่งแคริบเบียน ฉบับสวนสนุกดิสนีย์ เรื่องราวต่อเนื่องจากภาคที่แล้ว แจ็ค สปาร์โรว์ (จอห์นนี่ เด็ปป์) จอมโจรสลัดที่ถูก ดาวี่ โจนส์ ผู้ทำหน้าที่ดูแลวิญญาณคนตายในท้องทะเลและส่งไปสู่อีกฝั่งหนึ่งหรืออีกภพหนึ่ง ได้ส่งแจ็คไปยังดินแดนห่างไกล ที่มีเพียงซากเรือกับตัวตนของแจ็ค และแจ็ค (เติมและไปอีกได้หลายๆ ครั้ง) นั่งคุยกับตัวเอง โดยไม่รู้ว่าความตายครั้งนี้คือ ความตายแบบไม่ได้ผุดไม่ได้เกิด หรือการถูกกักวิญญาณโดยดาวี่ โจนส์นั่นเอง แต่สุดท้ายเขาก็ได้กลับมาสู่โลก ด้วยความช่วยเหลือของเพื่อน(และคู่แค้น)โจรสลัด ที่ต้องการรวมพลไปสู้ศึกที่ใหญ่กว่า

ส่วนวิล เทอร์เนอร์ (ออร์แลนโด บลูม) ลูกชายสุดหล่อของจอมโจรสลัดผู้หายสาบสูญ เมื่อได้รู้แล้วว่าพ่อของเขากลายเป็นลูกเรือของดาวี่ โจนส์ไปแล้ว (จากเนื้อเรื่องภาคที่สอง) ภารกิจและเป้าหมายของเขาในครั้งนี้คือการตามไปช่วยพ่อออกจากเรือต้องคำสาปนั้นให้ได้ แม้อาจจะต้องแลกกับการสูญเสียคนรัก อลิซาเบธ สวอนน์ (เคียร่า ไนท์ลี่ย์) ไปก็ตาม

แต่คราวนี้ไม่ใช่แค่การต่อสู้ของสองฝ่าย แต่เป็นมากกว่าสาม และการที่ใครจะอยู่ฝ่ายใคร ก็ไม่อาจแยกแยะได้ง่ายๆ

การเดินทางไปสุดขอบโลกของพลพรรคโจรสลัด ที่ยึดคติไม่มีสัจจะในหมู่โจร และไม่มีมิตรแท้หรือศัตรูถาวร ทุกอย่างเจรจากันได้ ด้วยข้อตกลงประสานประโยชน์จะเป็นในแบบนักการเมืองหรือนักธุรกิจ ก็ต้องแลกด้วยผลประโยชน์เหมือนกัน

แจ็ค ที่ขึ้นชื่อในความกะล่อนและไหวพริบเป็นเลิศ สามารถเอาตัวรอดมาได้ แม้จะทำตัวเละเทะยุ่งเหยิง และจะไม่ใช่โจรสลัดนักรบในอุดมคติก็ตาม แต่เขาก็เข้ามายุ่งเกี่ยวกับการแย่งชิงผลประโยชน์ของทั้งฝ่าย ‘สภาโจรสลัด’ ซึ่งภาคนี้ ปรากฏสภาโจรสลัด ที่ถึงคราวอับจนต้องมารวมตัวกันที่อ่าวเรือแตก สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ (แม้ชื่อจะไม่ค่อยเป็นมงคลก็ตาม) ของพวกเขา เพื่อตั้งทัพเตรียมลุยกับ ฝ่ายดาวี่ โจนส์ ที่กุมอำนาจในท้องทะเล โดยมีกุญแจไขปริศนาอยู่ที่ เทพธิดาคาลิปโซ่ อดีตคนรักเก่าของดาวี่ ที่โจรสลัดเชื่อว่าจะมาช่วยโค่นดาวี่ได้ แต่คู่ต่อสู้ไม่ได้มีแค่ฝ่ายเดียว

ยังมีขุนนางผู้ดีอังกฤษคู่แค้นข้ามภาคของตระกูลสวอนน์ ที่โลภทั้งอำนาจและสมบัติ เข้ามายึดอำนาจดาวี่ โจนส์ ผู้เป็นอมตะ (และมีหน้าเป็นหนวดปลาหมึกยักษ์) เพราะเขาได้ควักหัวใจใส่กล่องแยกจากร่างเรียบร้อย

ศึกตะลุมบอนจึงเป็นไคลแม็กซ์ และฉากการต่อสู้ครั้งใหญ่แบบยาวนานช่วงเดียว ที่ทำให้ Pirate 3 คุ้มค่ากับการรอคอย และไม่เสียพะยี่ห้อโปรดิวเซอร์ชื่อ เจอรี่ บรัคไฮเมอร์

ผู้ชมที่พลาดทั้งภาคแรกและภาคสอง อาจไม่เห็นประโยชน์ที่จะเข้าไปดูภาคสาม แต่ถ้าทานทนแรงโปรโมทยั่วยุไม่ไหว ก็อาจจะคาดหวังความบันเทิงที่ฮอลลีวู้ดพิสูจน์ศักยภาพของการเป็นเจ้าแห่งหนังทุ่มทุน ความอลังการของฉากแอ็คชั่น ที่ทำให้จินตนาการเครื่องเล่นเรือโจรสลัดในดิสนีย์แลนด์ ขยายตัวขึ้นมาใหญ่โตบนจอ สร้างต่อเนื่องมาถึงสามภาคได้ขนาดนี้

และแน่นอน ถ้าไม่มีแจ็ค สปาร์โรว์ จอมโจรสลัดด้วยลีลาการแสดงของจอห์นนี่ เด็ปป์ หนัง Pirate คงไม่มาไกลถึงภาคสาม มุขฉ้อฉล(สมเป็นโจร)แบบทีเล่นทีจริง ทำให้ตัวละครตัวนี้ดูเป็นมิตรกับผู้ชมกลุ่มเป้าหมายของดิสนีย์ และเป็นตลกร้ายให้ผู้ใหญ่ได้ฮา

ส่วนที่น่าผิดหวังอาจจะเป็น บทของ โจวเหวินฟะ ที่ทุ่มทุนแต่งหน้าแปลงโฉมเป็นจอมโจร เส้าเฟง ใจเหี้ยมจากเอเชีย แต่ไม่มีอะไรให้น่าจดจำมากนัก นอกจากจะนำพาความเป็นจีนและกลิ่นอายตะวันออกมาเพิ่มสีสันความแปลกแบบ exotic ให้กับผู้ชมฝั่งตะวันตก

ขณะที่ร็อคเกอร์รุ่นเก๋าอย่าง คีธ ริชาร์ดส์ มือกีตาร์แห่งวงโรลลิงสโตนส์ ในบทรับเชิญเป็นพ่อของแจ็ค มีเวลาในหนังแค่ไม่ถึง 10 นาที แต่ทำให้คนดูติดตาติดใจกับความ ‘คูล’ แบบโจรสลัด และอาจจะเป็นรายเดียวที่สามารถแย่งซีนแจ็ค สปาร์โรว์ ไปจากหนังชุดนี้ได้

ที่มา เสาร์สวัสดี