Shrek the Third ยักษ์เขียว ผู้ยิ่งใหญ่

Home / วิจารณ์หนัง / Shrek the Third ยักษ์เขียว ผู้ยิ่งใหญ่

หนังจอกว้าง
ณัฐพงษ์ โอฆะพนม


ยักษ์เขียวในที่นี้ ไม่ใช่ชายร่างยักษ์หน้าตาขึงขังแผ่นหลังเปลือยเปล่าสวมกางเกงขาดวิ่น เช่นที่ปรากฏในการ์ตูนดังอย่าง The Incredible Hulk ที่เบื้องหน้าคือนักวิทยาศาสตร์นาม บรูซ แบนเนอร์

ผู้ที่หากไม่สามารถควบคุมอารมณ์โมโหโกรธาของตัวเองได้เมื่อใด ร่างกายก็จะแปรเปลี่ยนเป็นอสูรกายสีเขียวทันที…แต่สำหรับเจ้า Shrek (เชร็ค) ยักษ์เขียวที่ครองใจเด็กและผู้ใหญ่ มากว่า 6 ปีตนนี้ ไม่เคยโมโหร้ายจนคิดอาฆาตมาดร้ายใครถึงขั้นเอาชีวิตเลยสักครั้ง แม้ว่ามีคนอีกมากมายจ้องเล่นงาน เชร็ค ถึงตาย ทั้งๆ ที่พวกเขาอาจไม่เคยรู้จักพานพบเจ้ายักษ์อ้วน หัวโต หูเล็ก มาก่อนในชีวิต ทั้งที่หน้าตาของมันดูประหลาดชวนขบขันมากกว่าน่าสะพรึงกลัว ขยะแขยง สะอิดสะเอียน ทั้งๆ ที่พฤติกรรมของมันชวนให้รู้สึกเช่นนั้น (เช่น ชอบคลุกอยู่ในบ่อโคลน ผายลมไม่เลือกเวลาและสถานที่)…จำได้ว่าตั้งแต่ภาคแรก สองมือของเจ้า เชร็ค นั้น ไม่เคยเปื้อนเลือด แม้ชาวบ้านจะพากันเกลียดกลัว คว้ามีดพร้าหอกดาบหมายมุ่งเอาชีวิต แต่ เชร็ค กลับไม่คิดต่อกร เต็มที่ก็แค่แผดเสียงตะโกนก้องลั่นป่า ขู่ให้ได้กลัวหัวหดหนีหายกันไปเท่านั้น

“Shrek” เป็นหนังกึ่งเทพนิยาย ที่ไม่ใช่แค่หยิบเอานิทานเรื่องนั้นเรื่องนี้มาล้อเลียนเพื่อความสนุกสนานเฮฮา แต่เสน่ห์ที่แท้จริงของมันคือ การนำเอา หัวใจ ของความเป็นเทพนิยาย มาบอกกล่าวเล่าขาน นั่นก็คือการใช้คุณธรรมและความดีงาม มากล่อมเกลาหัวใจอันหยาบกร้านของผู้คนต่างหาก…ใน ซินเดอเรลล่า (Cinderella) สาวน้อยแสนหวานผู้ต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกข่มเหงรังแกของแม่เลี้ยงและลูกๆ ใจร้ายของเธอ ก่อนที่ความดีจะทำให้นางฟ้ามองเห็นและดลบันดาลให้ได้พบกับเจ้าชายกลายเป็นความรักครองคู่กันอย่างมีความสุข หรือใน โฉมงามกับเจ้าชายอสูร (Beauty and the Beast) สาวสวยต้องใช้ความมานะอดทนอย่างมหาศาล จนความดีงามในจิตใจสามารถเอาชนะหัวใจที่เย็นชาและกราดเกรี้ยวของเจ้าชายผู้ถูกสาปได้สำเร็จ…ใน “Shrek” หนังพูดถึงประเด็นเดียวกัน เพียงแต่มองกลับด้านผ่านเปลือกนอกที่อาจเห็นเป็นความอัปลักษณ์จากตัวละครพิลึกพิลั่น เช่น เชร็ค มีเพื่อนชื่อ ด็องกี้ ลาพูดมาก ที่เจ้าของมองมันเป็นตัวประหลาดจนต้องนำมาขายทิ้ง ทั้งยังมีเพื่อนบ้านเป็นหมาป่าสับสนทางเพศ ลูกหมูเพี้ยนสามตัว และหนูตาบอด ซึ่งทั้งหมดถูกไล่ที่ ก่อนจะออกผจญภัยไปช่วยเจ้าหญิงฟีโอน่าแสนสวยจนพบรักกัน แม้ท้ายที่สุดเธอจะกลายร่างเป็นหญิงตุ้ยนุ้ย หน้าตาอุบาทว์ไม่ต่างกัน แต่ก็พ่ายแพ้ความรักและความดีในจิตใจ…มาใน “Shrek 2” แม้ผู้คนแวดล้อม จะทำให้อุดมคติของพวกเขาสั่นคลอน จน เชร็ค ถึงกับลงทุนดื่มน้ำอมฤตของนางฟ้าแม่ทูนหัวกลายเป็นเจ้าชายหนุ่มรูปงาม แต่สุดท้ายเจ้าหญิงฟีโอน่าก็หลงรักในความเป็นยักษ์เขียวของเขาอยู่ดี…มาถึง “Shrek the Third” เขาไม่ต้องเปลี่ยนตัวเองเพื่อใคร แต่กำลังทำเพื่อตัวเองและคนที่รัก เชร็ค คิดถึงบ่อโคลนและกระท่อมน้อยกลางป่ามากกว่าราชบัลลังก์ในฐานะกษัตริย์องค์ใหม่แห่งอาณาจักร ฟาร์ฟาร์ อะเวย์ (Far Far Away) หลังพระราชาแฮโรลด์ พ่อตาของเขาสิ้นพระชนม์ลง เชร็ค ออกตามหาเจ้าชายอาร์ตี้ รัชทายาทลูกพี่ลูกน้องของเจ้าหญิงฟีโอน่า เพื่อมารับตำแหน่งกษัตริย์แทนเขา ในขณะที่เจ้าชายชาร์มมิ่ง ผู้มอง เชร็ค เป็นศัตรูตัวร้ายผู้แย่งชิงทุกอย่างไปจากเขา จนชีวิตตกอับต้องหาเลี้ยงชีพด้วยการเป็นนักแสดงละครเร่ ก็ได้เวลารวบรวมพลพรรควายร้ายในเทพนิยายกลับมาแก้แค้น ทวงคืนดินแดนที่เขาเกือบได้เป็นเจ้าของครอบครองเมื่อนานมาแล้ว

“Shrek the Third” เป็นหนังรวมมิตรเทพนิยายที่เริ่มตั้งแต่การยำใหญ่ตัวละครมากมายทั้งฝ่ายร้าย ฝ่ายดี ไม่ว่าจะเป็นสมัครพรรคพวกตัวร้ายของเจ้าชายชาร์มมิ่ง ทั้งกัปตันฮุค (ตัวร้ายในปีเตอร์แพน) พ่อมดเมอร์ลิน แลนซ์ลอต (ตัวร้ายในคิง อาร์เธอร์) ยักษ์ตาเดียว (ตัวร้ายในนาร์เนีย) และพวกเอนท์ มนุษย์ต้นไม้ (ตัวร้ายและดีในลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์) ที่ต้องเจอกับการต้านทานของเหล่าเจ้าหญิงตัวละครฝ่ายดีที่นำโดย ฟีโอน่า สโนไวท์ ซินเดอเรลล่า ราพันเซล เจ้าหญิงนิทรา และ ลูกสาวแม่เลี้ยงใจร้ายของซินเดอเรลล่า ที่กลับใจมาอยู่ฝ่ายธรรมะตั้งแต่ภาคสอง รับหน้าที่ปกบ้านป้องเมืองแทนสามี

เรื่องราวในภาคที่สาม จบลงโดยไม่ได้อยู่เหนือความคาดเดาแต่อย่างใด ทว่าสารที่หนังต้องการสื่อออกมาตั้งแต่ภาคแรก ยังคงอยู่ครบถ้วนจนถึงภาคนี้ แม้จะไม่ได้ให้น้ำหนักไปที่ตัวละครหลักอย่าง เชร็ค หรือ เจ้าหญิง ฟีโอน่า ก็ตาม แต่ใน “Shrek the Third” เราได้เห็นการแสดงออกถึงความมีน้ำใจของ เชร็ค ในการปกป้องชีวิตของผู้ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ที่ถูกเขาดึงให้มาเกี่ยวข้องกับ เรื่องวุ่นๆ หรือสาระสำคัญ(Theme) ที่หนังเน้นย้ำเสมอตั้งแต่สองภาคที่แล้วกับการมองเห็นความงามในจิตใจมากกว่ารูปลักษณ์ภายนอก โดยเฉพาะฉากที่เจ้าชายอาร์ตี้ร้องตะโกนบอกแก่เหล่าวายร้ายของเจ้าชายชาร์มมิ่งกลางท้องพระโรงใจความประมาณว่า “พวกเจ้าถูกมองเป็นตัวร้าย ก็ด้วยสายตาของเจ้าเอง” อันหมายถึง คนเรามักจะน้อยอกน้อยใจในรูปร่างหน้าตาของตนจนทำให้เรากลายเป็นคนคิดร้าย แต่มักมองข้ามความดีงามที่มีในจิตใจ และไม่เคยใช้มันลบภาพอัปลักษณ์นั้นออกไปเสียที

“Shrek the Third” จบลงด้วยความรู้สึกประทับใจ อีกทั้งความสนุกสนานก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไปจากสองภาคที่ผ่านมา นานามุกตลกที่ไม่ว่าผู้ชมวัยไหนต่างก็รับรู้ได้เหมือนกัน เด็กๆ อาจหัวเราะชอบใจเมื่อเห็นเจ้าลาด็องกี้และเหมียว พุสส์ อิน เดอะ บูทส์ สลับร่างกัน ในขณะที่ผู้ใหญ่อาจต้องขำกลิ้งเมื่อได้ยินเพลงฮิตในอดีตอย่าง Live and Let Die (Paul McCartney & The Wing) ดังขึ้นในฉากพระราชาแฮโรลด์สิ้นใจ

การเดินทางมาถึงภาคที่สาม และอาจจะมีต่อไปจนถึง 4, 5, 6…ของ “Shrek” อาจไม่ใช่แค่เหตุผลของการเดินตามรอยความสำเร็จทางธุรกิจ แต่ส่วนหนึ่งน่าจะมาจากความผูกพันของคนดูกับตัวละครที่พวกเขารัก พร้อมเนื้อหาแฝงแง่คิดดีๆอยู่เสมอ…ไม่แน่ว่า สักวันหนึ่ง Shrek อาจจะกลายเป็นตำนานเทพนิยายและถูกคนอื่นเอามาล้อเล่นบ้างก็เป็นได้

ที่มาจากหนังสือพิมพ์