Shrek 3 มิตรภาพในโลกเทพนิยาย

Home / วิจารณ์หนัง / Shrek 3 มิตรภาพในโลกเทพนิยาย

ราชดำเนินเธียเตอร์

เป็นธรรมดาของหนังภาคต่อ โดยเฉพาะในกลุ่มหนังที่สร้าง ต่อยอด ไปเรื่อยๆ ตามความสำเร็จและรายได้ของหนัง ที่มักจะมาพร้อมความสนุกที่ลดลงเรื่อยๆ น้อยเรื่องนักที่จะรักษาความเข้มข้นเอาไว้จนถึงภาคสุดท้าย

แตกต่างจากหนังที่เขียนล่วงหน้าเอาไว้ โดยตั้งใจทำเป็นหนังหลายภาคอยู่แล้ว ที่อาจจะรักษาระดับความเข้มข้นเอาไว้ได้ดีกว่า เนื่องจากมีการวางแผนเอาไว้ก่อนแล้ว

และ เชร็ค 3 ต้องถูกจัดอยู่ในกลุ่มแรกอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ถึงจะมาพร้อมความสนุกที่ลดลง แต่ เชร็ค 3 ก็ยังมีมุมดีๆ เอาไว้ชื่นชม

การสิ้นพระชนม์ของพระราชาแห่งอาณาจักร ฟาร์ ฟาร์ อะเวย์ พระบิดาของเจ้าหญิงฟิโอน่า ทำให้เชร็คกลายเป็นว่าที่พระราชาองค์ต่อไปทันที แต่เชร็คไม่อยากเป็นพระราชา นั่นทำให้ต้องหาบุคคลที่คู่ควรรายอื่น

พระราชาบอกใบ้ให้ถึงหน่อเนื้อเชื้อกษัตริย์อีกพระองค์เดียวที่หลงเหลืออยู่ และคู่ควรต่อตำแหน่งนี้ คือ เจ้าชายอาร์ตี้ ที่หายสาบสูญไป นั่นทำให้เชร็คกับเพื่อนซี้อย่าง ด็องกี้ ลาขี้โม้ และ พุช อิน บุทส์ แมวสีส้มมาดโซโร ต้องออกเดินทางไปเพื่อตามหาตัว เจ้าชายอาร์ตี้ให้มาเป็นพระราชาให้ได้

ขณะที่เจ้าชายชาร์มมิ่ง ศัตรูเก่าของเชร็ค ก็ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ เขาระดมผลบรรดาผู้ร้ายในเทพนิยายทั้งหลายมาป่วนอาณาจักร ฟาร์ ฟาร์ อะเวย์ หวังครอบครองอาณาจักรเสียเอง แต่มีหรือที่เจ้าหญิงฟิโอน่า, เชร็ค และผองเพื่อนจะยอมง่ายๆ ความบันเทิงแบบเทพนิยายผสมอารมณ์ขันยุคใหม่จึงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง

การที่เรื่องที่จะจบลงอย่างมีความสุขได้แล้ว แต่ทีมงานยังพยายามจะสร้างภาคต่อออกมา ทำให้ความสนุกลดลง ด็องกี้ไม่มีโอกาสให้เป็น ตัวกวน เหมือน 2 ภาคแรก พุชอิน บุทส์ ก็ไม่ได้วาดลวดลายเหมียวซ่าเหมือนภาคที่ผ่านมา เนื้อหาในส่วนตามหา เจ้าชายอาร์ตี้ ก็ดูเก่าเก็บเป็นสูตรเดิมๆ ที่ใช้กันมานักหนาแล้ว จึงกลายเป็นเนื้อหาหลักที่ไม่ดึงดูดเท่าที่ควร

มุกตลกที่เคยมีมุกที่เรียกเสียงฮาได้แรงๆ ไม่ปรากฏให้เห็นในภาคนี้ แต่ถูกแทนที่ด้วยอารมณ์ดรามาอบอุ่น ด้วยบรรยากาศของ มิตรภาพของเพื่อน ทั้งในกลุ่ม 3 แมน เชร็ค,ด็องกี้ และ พุช อิน บุทส์ ที่ยังเป็น 3 เกลอที่น่ารัก โดย 2 รายหลังเป็นเหมือนเพื่อนข้างบ้านที่น่ารักของครอบครัวของ เชร็ค กับ ฟิโอน่า ที่หลายครั้งก็ทำตัวเป็น คนในครอบครัวไปด้วยอย่างเนียนๆ

มิตรภาพในหมู่ของแก๊งเฟมินิสต์ นำทีมโดย เจ้าหญิงฟิโอน่า, พระมารดาศีรษะเหล็กของ ฟิโอน่า, สโนไวท์, เจ้าหญิงนิทรา และราพันเซล ที่แท็กทีมกันสู้กับเจ้าชายชาร์มมิ่ง ด้วยลีลา ชาร์ลีส์ แองเจิล

ผมชอบไอเดียที่ หนังเอาตัวละครจากเทพนิยายมารวมกันอยู่ในเรื่องนี้ เรียกว่าดูเรื่องเดียวคุ้ม แต่นั่นก็เป็นข้อเสียได้เช่นกัน เพราะว่าการเอาคาแรกเตอร์จากการ์ตูนคลาสสิกที่ผู้คนรู้จักกันดีมาใช้ ทำให้ต้องใช้งานอย่างระมัดระวัง ไม่แปลงให้หลุดโลกจนเกินรับ นั่นทำให้มันออกมาดูกั๊กๆ กึ่งๆ อย่าง สโนว์ไวท์ ที่ตอนแรกเกือบจะดูเป็นนางร้าย ก่อนจะกลับมาเป็นคนดี

รวมไปถึงฉากจบ ที่ให้ตัวละครฝ่ายผู้ร้ายพร้อมใจกันสำนึกกลับตัวได้ ก็รู้สึกเหมือนว่าคนเขียนบทคงไม่อยากจะทำร้ายตัวละครและแฟนตัวการ์ตูนเหล่านี้ ซึ่งทำให้กลายเป็นตอนจบที่ไม่มีพลังเท่าที่ควร

แต่ก็ถือว่า เหมาะสมกับสไตล์ของหนังที่อิงกับโลกของเทพนิยายมาตั้งแต่ต้น ที่จะต้องจบลงอย่าง มีความสุขตลอดไปชั่วกาลนาน ตัวละครไม่ดูร้ายกาจจนเกินงาม เพราะหากขืนปล่อยให้จบแบบมีความทุกข์อย่างแสนสาหัส หรือเอาตัวละครมาปั้นให้ร้ายสุดๆ เด็กๆ น้องๆ หนูๆ พ่อแม่ผู้ปกครองคงได้ด่ากันขรม

ที่สำคัญ นี่เป็นตอนจบที่ยังคอนเซปต์เดิมของหนังตั้งแต่ภาคแรก นั่นคือ การสอนให้คนเรารู้จักยอมรับในตัวตนของตัวเอง โดยไม่ต้องแคร์เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้าง ประมาณว่า จงเป็นอย่างที่เราเป็น แทนที่จะเป็นอย่างที่คนอื่นอยากให้เป็น อย่างไรก็ตาม เชร็ค 3 ถึงแม้จะมีความสนุกลดลง แต่เสน่ห์ของตัวละครที่น่ารักทุกตัวก็ยังคงอยู่ อบอวลด้วยบรรยากาศมิตรภาพที่อบอุ่น และกรุ่นไอความอบอุ่นในครอบครัว ที่ผู้ชมจะสัมผัสได้

โดยส่วนตัว เชร็ค 3 ไม่ถึงกับเป็นการ ดันทุรังสร้าง แต่นี่ก็น่าจะเป็นการปิดไตรภาคแรกได้สมบูรณ์แล้ว แต่ถ้าจะสร้างต่อไป การสร้างตัวละครลูกของ เชร็ค กับ ฟิโอน่า ออกมา ก็ชวนให้นึกถึงตอนที่ ด็องกี้ กับ พุช อิน บุทส์ จะต้องต่อกรกับหลานๆ จอมซน ก็น่าต่อได้เป็นเรื่องราวสนุกสนานได้อีกสัก 3 ภาคนะ

เวลาที่ดูหนังการ์ตูน จงดูด้วย หัวใจของเด็ก แล้วคุณจะค้นพบความสนุกในแบบที่คนอื่นอาจมองข้าม

ที่มา สยามรัฐ