The Imam and the Pastor หนังสมานฉันท์

Home / วิจารณ์หนัง / The Imam and the Pastor หนังสมานฉันท์

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์

โดย พล พะยาบ www.aloneagain.bloggang.com

นี่คือหนังที่ได้ฉายรอบปฐมทัศน์ที่สำนักงานใหญ่สหประชาชาติ (ยูเอ็น) มหานครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2006 โดยมีนักการทูตกว่า 170 คน เจ้าหน้าที่สหประชาชาติ และแขกพิเศษอื่นๆ ร่วมรับชม

หนังฉายรอบปฐมทัศน์ที่ยูเอ็น…เหตุการณ์เช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นปกติ ดังนั้น ตัวหนังต้องมีวาระสำคัญอยู่พอสมควร และแน่นอนว่าไม่ได้เป็นหนังดังจากค่ายใหญ่ หรือหนังดีจากค่ายดัง หากเป็นหนังเล็กๆ ที่มีคุณค่าต่อสังคมส่วนรวม แต่อยู่นอกเหนือการรับรู้ของคนทั่วไป

The Imam and the Pastor เป็นหนังสารคดีความยาว 40 นาที ว่าด้วยมิตรภาพของนักบวชต่างศาสนา 2 คน ที่ได้ร่วมมือกันสร้างหนทางแห่งสันติสุขให้เกิดขึ้นในชุมชนชาวมุสลิมและชาวคริสต์ทางภาคเหนือของไนจีเรีย หลังจากชีวิตนับพันต้องถูกเซ่นสังเวยให้แก่วิกฤตความขัดแย้งห้ำหั่นตลอดเวลากว่า 3 ทศวรรษ

ประเทศไนจีเรียมีจำนวนผู้นับถือศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์ไม่ต่างกันมากนัก และด้วยยอดประชากรกว่า 130 ล้านคน กอปรกับความเคร่งครัดศรัทธาในศาสนาของผู้คนที่นี่ ทำให้มีผู้เปรียบไนจีเรียเป็นเสมือนซาอุดีอาระเบียและวาติกันรวมอยู่ในที่เดียวกัน

หลังจากได้รับเอกราชจากอังกฤษในปี 1960 ไนจีเรียถูกปกครองโดยมุสลิมทางภาคเหนือที่เดินหน้ากระบวนการทำประเทศให้เป็นรัฐอิสลาม ถึงกระนั้น ชน 2 ศาสนาก็อยู่ร่วมเรียงเคียงกันได้อย่างไร้ปัญหา มุสลิมส่วนใหญ่จะอยู่ตอนเหนือ ส่วนชาวคริสต์อยู่ทางตอนใต้ กระทั่งเกิดเหตุการณ์น้ำผึ้งหยดเดียวที่เมืองคาฟันจัน รัฐคาดูนา ทางเหนือของไนจีเรีย ในปี 1978
มูฮัมหมัด อัสฮาฟา – เจมส์ โมเวล วูเย

 นับแต่นั้น รอยปริแยกระหว่างศาสนาได้มุ่งสู่ความรุนแรงหลายครั้งหลายครา เช่น การปะทะกันจนมีผู้เสียชีวิตร่วม 3,000 ราย หลังจากเริ่มใช้กฎหมายอิสลามหรือชารีอะห์ในรัฐคาดูนาช่วงปี 2000-2001

และเหตุการณ์นองเลือดที่ชาวคริสต์สังหารชาวมุสลิมหลายร้อยคน ก่อนจะถูกชาวมุสลิมตอบโต้แบบเดียวกัน เรียกขานต่อมาว่า “การสังหารหมู่ที่เยลวา-เชนดัม” ในปี 2004

หนัง The Imam and the Pastor สะท้อนความขัดแย้งดังกล่าว และพลิกให้เห็นด้านสวยงามของมิตรภาพระหว่างนักบวชต่างศาสนา 2 คน ว่าพวกเขาทำอย่างไรและต้องพบความยากลำบากแค่ไหนกว่าที่ความบาดหมางถึงเลือดถึงเนื้อในวันวานจะบรรเทาเบาบางลงในวันนี้

ที่น่าสนใจคือมิตรต่างศาสนาทั้งสองมิได้หอบหิ้วแนวทางสันติกระโจนลงบนเปลวไฟแต่แรกเริ่ม หากแต่ต่างเคยเป็นแกนนำจับอาวุธห้ำหั่นมุ่งหมายเอาชีวิตกันมาก่อน

ย้อนไปตั้งแต่ปลายทศวรรษ 80 มูฮัมหมัด อัสฮาฟา อิหม่ามของศาสนาอิสลาม และ เจมส์ โมเวล วูเย พระของศาสนาคริสต์กลุ่มเพ็นเตคอสตัล ถือเป็นหนึ่งในผู้นำกองกำลังติดอาวุธของแต่ละฝ่ายในรัฐคาดูนา พวกเขาเป็นปฏิปักษ์ต่อกัน รบพุ่งทำลายล้างโดยไม่มีท่าทีผ่อนปรน ชื่อของคนหนึ่งจะอยู่ในบัญชีเลือดของอีกคน อัสฮาฟาเป็นหนึ่งในคณะกรรมการที่สนับสนุนให้บังคับใช้กฎหมายอิสลามทางภาคเหนือ ส่วนวูเยมีหน้าที่ล้างสมองเยาวชนคริสเตียนให้ใช้ความรุนแรงกับชาวมุสลิมโดยอ้างคำในไบเบิล (ในทางที่ผิด)


กระทั่งถึงจุดเปลี่ยนเมื่อวูเยเสียมือข้างขวาระหว่างการต่อสู้ครั้งหนึ่ง ส่วนอัสฮาฟาสูญเสียญาติและคนสนิท 3 คน ไม่นานจากนั้น พวกเขาก็มองเห็นแสงสว่าง ต่างให้อภัยซึ่งกัน และเปิดทางให้มิตรภาพเข้ามาแทนที่ความอาฆาตมาดร้าย

ปี 1995 ทั้งสองร่วมกันก่อตั้งและอำนวยการองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการประนีประนอมระหว่างชาวคริสต์และมุสลิม จับผู้นำชุมชน 2 ศาสนาทั่วประเทศมาทำสัญญายุติความรุนแรงทุกรูปแบบ แม้จะยังดับเชื้อได้ไม่สนิท แต่ก็มีแนวโน้มในทางที่ดีขึ้น

พวกเขารณรงค์ให้เกิดสันติภาพไม่ใช่เฉพาะในคาดูนาหรือไนจีเรียเท่านั้น แต่ครอบคลุมทุกพรมแดนแห่งความขัดแย้ง สร้างเครือข่ายพระและอิหม่ามให้เข้าถึงจุดที่มีแนวโน้มว่าจะเกิดความรุนแรงได้อย่างรวดเร็ว

ตลอดระยะเวลาหลายปี อัสฮาฟาและวูเยเดินทางด้วยกัน กินด้วยกัน พักในห้องเดียวกัน และต่างหลับสนิทด้วยความสบายใจ เพราะศัตรูที่จ้องเอาชีวิตเมื่อไม่กี่ปีก่อนได้อันตรธานจากไปแล้ว

เบื้องหลัง-เบื้องหน้าของมิตรภาพและสันติสุขทั้งหมดนี้ถูกถ่ายทอดลงในหนังสารคดีเรื่อง The Imam and the Pastor มีทั้งภาพเหตุการณ์การสู้รบและความสูญเสีย ภาพชีวิตชาวมุสลิมและชาวคริสต์ในรัฐคาดูนา บทสัมภาษณ์นักบวชทั้งสอง และกระบวนการทำงานเพื่อความสมานฉันท์

หนังสร้างโดยบริษัทแอลเอฟที ฟิล์ม ฝีมือกำกับฯของ อลัน แชนเนอร์ โดยมี ฟิลิป คาร์ กำกับในส่วนของเมืองเยลวา-เชนดัม ให้เสียงบรรยายโดย ราเกห์ โอมาร์ อดีตผู้สื่อข่าวมือรางวัลของบีบีซี และ เดวิด แชนเนอร์ พ่อของอลันเป็นหนึ่งในตากล้อง

กล่าวสำหรับเดวิด แชนเนอร์ เขาคือช่างภาพและนักทำหนังสารคดีที่มุ่งมั่นถ่ายทอดเรื่องราวความสมานฉันท์และการให้อภัยท่ามกลางความแตกต่างขัดแย้งของผู้คนมาโดยตลอด หนังเรื่องแรกของเขาชื่อ For the Love of Tomorrow (1986) ซึ่งว่าด้วยสตรีชาวฝรั่งเศสที่เคยทุกข์ทรมานเพราะเยอรมนีเมื่อครั้งสงครามโลก

แต่ภายหลังมาทำงานเพื่อความปรองดองของคนสองชาติ ประสบความสำเร็จโดยแปลเป็นภาษาต่างๆ ถึง 17 ภาษา กระทั่งเป็นที่มาของชื่อบริษัทสร้างหนังของเขา (FLT- “For the Love of Tomorrow” Films)

น่าเศร้าที่เดวิดไม่ทันได้เห็น The Imam and the Pastor เสร็จสมบูรณ์ เขาทรุดด้วยโรคมะเร็งไม่นานหลังจากไปถ่ายทำที่ไนจีเรียเป็นครั้งที่สอง กระทั่งเสียชีวิตเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2006 หรือก่อนฉายรอบปฐมทัศน์ที่ยูเอ็นเพียง 2 เดือน

หลังจากรอบปฐมทัศน์แล้ว หนังมีโปรแกรมไปฉายยังสถาบันสันติภาพ มหาวิทยาลัยอเมริกัน และมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ในวอชิงตัน ดี.ซี. ต่อด้วยธนาคารโลก รวมทั้งรัฐสภาอังกฤษ นอกเหนือจากการตระเวนฉายในไนจีเรีย และอีกหลายเมืองในแอฟริกา

ทั้งนี้ ก็เพื่อสันติสุขที่รออยู่ในวันข้างหน้า…

ที่มาจากหนังสือพิมพ์