An Inconvenient Truth ความจริงที่กัดกร่อน

Home / วิจารณ์หนัง / An Inconvenient Truth ความจริงที่กัดกร่อน

ความสนใจต่อกรณีปัญหา “โลกร้อน” (Global Warming) ขยายไปทั่วโลก เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศโลกที่ส่งผลกระทบต่อโลก และมนุษยชาติมีให้เห็นในหนังหลายต่อหลายเรื่อง หนังมหันตภัยทางธรรมชาติ (Disaster) ล้วนมีประเด็นหนึ่งที่ตรงกันว่าภัยธรรมชาติเหล่านี้ส่วนหนึ่งถูกซ้ำเติมด้วยฝีมือมนุษย์ และจากเทคโนโลยีที่รุดหน้า

ความเจริญ และเทคโนโลยีต่างๆ ที่แผ่ขยายปกคลุมทั่วโลกส่งผลกระทบต่อชั้นบรรยากาศโลก เราได้ยินคุ้นเคยกับปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจกกันมานาน…แต่ด้วยสมมติฐานว่าโลกคงยังไม่แตกวันนี้ พรุ่งนี้… An Inconvenient Truth จึงเป็นหนังสารคดีที่สะท้อนตรงตัวกับชื่อซะเหลือเกินว่า “ความจริงที่ไม่มีใครอยากฟัง”

ฉะนั้นง่ายๆ ที่ว่าหนังพูดถึงประเด็นที่เรารู้อยู่ด้วยซ้ำ แต่ก็ไม่ใส่ใจ


สำทับด้วยว่าเป็นความจริงที่กัดกร่อนวิถีชีวิตมนุษย์ เรารู้ทั้งรู้สาเหตุ และได้เห็นผลของปัญหานี้แล้ว…แต่ยังปล่อยให้ความจริงกัดกร่อนไปทุกขณะ

An Inconvenient Truth ไม่ใช่หนังสารคดีดีเลิศเพื่อมนุษยชาติ เพียงเป็นหนังที่เตือนภัยให้เห็นปัญหาของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงทุกขณะ เราได้เห็นภาพสะท้อนถึงปัญหาโลกร้อน และปรากฏการณ์ก๊าซเรือนกระจกที่เพิ่มฮวบฮาบในระยะไม่กี่ทศวรรษมานี้ เราได้รู้ข้อมูลรู้จักกลุ่มประเทศที่เป็นแหล่งกำเนิดของก๊าซเรือนกระจก รู้จัก 2 ประเทศใหญ่ สหรัฐ ออสเตรเลีย ที่มีปริมาณการผลิตก๊าซเรือนกระจกสูงมาก แต่ไม่ลงนามรับรองพิธีสารเกียวโต คงทำให้ฟันเฟืองเล็กๆ ในโลกเริ่มขยับเขยื้อนกัน

An Inconvenient Truth ของ “โรเบิร์ต อัล กอร์” อดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐสร้างกระแส และอิมแพคได้กว้างขวาง ทั้งยังเป็นเจ้าของรางวัลหนังสารคดียอดเยี่ยมเวทีออสการ์เรื่องนี้ส่งสารชัดถึงคนดูให้ตระหนักถึงปัญหาโลกร้อนที่กระทบต่อวิถีชีวิตทั้งภาคเมือง และชนบท ทั้งผลิตผลทางการเกษตร ฤดูกาลเปลี่ยน ฝนแล้ง อุทกภัย ไฟป่า

รูปแบบการนำเสนอหนังสารคดีนี้อาจไม่มันส์สะใจเช่นใน “Farenheit 9/11” หนังที่เต็มไปด้วยแนวคิดทฤษฎีสมคบคิดของ “ไมเคิล มัวร์” หรือ “Super Size Me” ที่ “มอร์แกน สเปอร์ล็อค” ลงทุนกินจังค์ฟู้ดทุกวัน แต่เรื่องราวในสารคดีเรื่องนี้ใช้การเดินกล้องตามอัล กอร์ ที่ไปบรรยายปัญหาสิ่งแวดล้อมโลกในสถานที่ต่างๆ ว่ากันว่าจุดเปลี่ยนในชีวิตที่ทำให้อัลกอร์หันมาสนใจประเด็นสิ่งแวดล้อม

เพราะเขาเกือบจะสูญเสียลูกชายวัย 6 ขวบ ไปกับอุบัติเหตุรถชน แต่เมื่อรอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ เขาจึงสัญญากับตัวเองจะให้ความสำคัญกับครอบครัว และกับวิกฤตการณ์สภาพภูมิอากาศ

หลังแพ้การเลือกตั้งอัลกอร์ยุติบทบาททางการเมือง และกลับมาเดินสายบรรยายเรื่องปัญหาโลกร้อน กระทั่งได้รู้จักนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ชักชวนผู้บริหารบริษัทผลิตภาพยนตร์เข้าไปฟังการบรรยายของอัลกอร์ ในที่สุดจึงมีความคิดนำมาทำเป็นภาพยนตร์ เพื่อส่งสารที่กว้างขวางขึ้น

ผลของหนังสารคดีเรื่องนี้จึงช่วยทั้งสร้างแรงบันดาลใจให้ใครหลายคน กระตุ้นจิตสำนึก หรือหวาดกลัวต่ออนาคตของโลกก็เป็นได้

ที่มาจากหนังสือพิมพ์