Borat “โบราต”สีดำ

Home / วิจารณ์หนัง / Borat “โบราต”สีดำ

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
www.aloneagain.bloggang.com

ด้วยความเด่นดังขนาดทำเงินในสหรัฐอเมริกาเกินร้อยล้านเหรียญ ทั้งยังเข้าชิงออสการ์สาขาบทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และชิงลูกโลกทองคำสาขาหนังเพลง/ตลกยอดเยี่ยม กับนักแสดงนำชายในหนังเพลง/ตลก กระทั่งคว้ารางวัลหลังสุดไปครองอย่างเหนือความคาดหมาย เชื่อว่าใครที่ยังไม่มีโอกาสดูก็ต้องอยากพิสูจน์ว่าหนังเรื่องนี้เจ๋งขนาดไหน

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อได้รู้พล็อตและเบื้องหลังงานสร้างแปลกๆ ที่ว่านี่คือหนังเกี่ยวกับชาวคาซักสถานเดินทางมาศึกษาวัฒนธรรมอเมริกันในสหรัฐอเมริกา โดยนำเสนอในรูปแบบคลับคล้ายสารคดี แต่อันที่จริงมันไม่ใช่หนังสารคดี หากเป็นหนังเลียนแบบสารคดี (mockumentary) ที่นักแสดงตลกชาวอังกฤษคนหนึ่งอุปโลกน์ตัวละครและเรื่องราวขึ้นมา แล้วตะลุยถ่ายโดยไร้สคริปต์

ที่น่าสนใจยิ่งกว่านั้น ว่ากันว่าหนังเสียดสีความเป็นอเมริกันอย่างร้ายกาจ แล้วเหตุใดชาวเมืองลุงแซมยังตีตั๋วเข้าไปชมกันล้นหลาม แถมยังยกย่องเชิดชูกันขนานใหญ่

Borat : Cultural Learnings of America for Make Benefit Glorious Nation of Kazakhstan หรือในชื่อเรียกสั้นๆ ว่า Borat เป็นหนังสัญชาติอังกฤษ ผลงานกำกับฯของ แลร์รี่ ชาร์ลส์ จับเอาหนึ่งในบทบาทที่ ซาชา บารอน โคน นักแสดงตลกชาวอังกฤษแสดงในรายการโทรทัศน์ Da Ali G Show มาขยายเป็นหนังยาว นับเป็นหนังลำดับที่ 2 ต่อจาก Ali G Indahouse ที่สร้างจากตัวละครในรายการดังกล่าว

ใน Da Ali G Show โบราต ซักดิเยฟ ชาวคาซักสถาน คือบุคคลอุปโลกน์ที่เดินทางไปทั่วอังกฤษและสหรัฐอเมริกา สัมภาษณ์ผู้คนและร่วมกิจกรรมต่างๆ ด้วยท่าทางเป๋อเปิ่นราวกับไม่เคยพบเห็นโลกภายนอกมาก่อน ทั้งยังแสดงความคิดเห็นหรือบอกเล่าเรื่องราวจากชาติบ้านเกิดชนิดที่ทำให้คนฟังอึ้งไปตามๆ กัน โดยผู้ที่นายโบราตเข้าไปเกี่ยวข้องหรือตกเป็น “เหยื่อ” ของนายโบราตนั้น ต่างคิดว่าหนุ่มหนวดดกคนนี้เป็นชาวคาซักสถานจริงๆ

Borat ฉบับหนังอัดแน่นไปด้วยมุขลักษณะดังกล่าว โดยขยายเรื่องราวว่านายโบราตเป็นคนทำรายการโทรทัศน์ในคาซักสถานที่รัฐบาลส่งมาถ่ายทำสารคดีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวอเมริกัน เขาเดินทางมากับโปรดิวเซอร์ชื่อ อซามัต พักในโรงแรมหรูในนิวยอร์คด้วยท่าทางที่แสดงว่าไม่รู้จักแม้กระทั่งลิฟต์และชักโครก

โบราตเข้าพบเพื่อสัมภาษณ์บุคคลและกลุ่มคนหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกสอนมุขตลก กลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรี นักการเมือง คนเหล่านี้ (ซึ่งเชื่อว่าโบราตเป็นชาวคาซักสถานจริงๆ) ต่างโดนป้อนคำถามหรือรับฟังเรื่องราวชวนสะดุ้ง เช่นการเล่าถึงเรื่องวิตถารระหว่างน้องชายปัญญาอ่อนกับพี่สาวด้วยความมั่นใจว่านี่คือเรื่องตลก กล่าวกับกลุ่มเฟมินิสต์ว่านักวิทยาศาสตร์ชาวคาซักยืนยันว่าสมองผู้หญิงเล็กกว่าผู้ชาย หรือให้นักการเมืองกินเนยที่เตรียมมา ก่อนจะบอกว่าทำจากน้ำนมภรรยาของเขาเอง

แผนการถ่ายทำสารคดีต้องเปลี่ยนแปลงเมื่อโบราตเกิดตกหลุมรักเซ็กซิมโบล พาเมล่า แอนเดอร์สัน จากเรื่อง Baywatch ที่เขาเปิดเจอในโทรทัศน์ หารู้ไม่ว่าเธอเป็นคนดังที่มีเรื่องฉาวโฉ่โจ๋งครึ่ม โบราตเกลี้ยกล่อมจนอซามัตยอมให้เดินทางไปแคลิฟอร์เนียโดยไม่บอกจุดประสงค์แท้จริงว่าต้องการไปตามหาหญิงผู้เป็นรักแท้

แม้ความรักจะรออยู่ข้างหน้า แต่หน้าที่ที่ได้รับมอบหมายยังคงอยู่ ระหว่างทางจึงมีคนที่ต้องเผชิญกับความพิสดารของโบราตอีกมากมาย กว่าจะถึงจุดหมายปลายทางซึ่งไม่ใช่แค่ไปไกลขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น แต่ชักจะไปกันใหญ่มากขึ้นทุกขณะ

เห็นได้ว่าส่วนประกอบหลักของหนังคือมุขตลกจากสถานการณ์อำหรือแหกตาชาวบ้าน เหมือนนำ The Jamie Kennedy Experiment รายการดาราจำเป็นที่ชูป้าย “X” ให้เหยื่อดูเมื่อเปิดเผยความจริง มาร้อยเรียงกันหลายๆ ตอน เพียงแต่ในหนังจะไม่มีการเฉลยให้เหยื่อตาสว่าง

ถามว่าการอำแบบที่เห็นกันบ่อยๆ ทางโทรทัศน์น่าสนใจจนคนต้องแห่ซื้อตั๋วเข้าชม และมีคุณค่าควรแก่การยกย่องชื่นชมหรือ

ก่อนอื่นต้องให้เครดิตผู้สร้างซึ่งกล้าและบ้าสุดขีดกับการอำใครต่อใครไปทั่วจนมีครั้งหนึ่งถึงกับเสี่ยงต่อความปลอดภัยของตนเอง ส่วนที่ต้องชมอีกอย่างหนึ่งคือการผูกเรื่องราวครอบคลุมสถานการณ์อำที่ให้โบราตเดินทางตามหารักแท้อย่างพาเมล่า แอนเดอร์สัน ดาราผู้เคยมีเรื่องฉาวให้คนอเมริกันโจษขานกันสนุกปาก เชื่อว่าผู้ชมต้องอยากติดตามว่าลงท้ายจะเป็นอย่างไร

อย่างไรก็ตาม การอำจะกล้าบ้าบิ่นเพียงใด หรือเรื่องราวจะน่าติดตามขนาดไหน ไม่น่าจะเป็นปัจจัยดึงผู้ชมจำนวนมาก และสร้างเสียงหัวเราะให้อึงคะนึงได้อย่างเต็มที่ หากโบราตไม่ได้เลือกเป้าหมายให้เป็นบุคคลหรือกลุ่มบุคคลอย่างที่ปรากฏในหนัง

ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองอาวุโสอย่างบ๊อบ บาร์ ที่ทำหน้าตากระอักกระอ่วนเมื่อรู้ว่ากินเนยที่ทำจากน้ำนมภรรยาโบราต หรือ ส.ส.ชิพ พิคเกอริง กับผู้พิพากษาเจมส์ สมิธ กับอาการท่าทางแปลกๆ ในที่ชุมนุมชาวคริสต์กลุ่มเพนเตคอสตัล

กลุ่มนักเรียกร้องสิทธิสตรีออกอาการฉุนขาดเมื่อโบราตพูดจาดูถูกผู้หญิง

หรือครอบครัวผู้ดีน็อตหลุดเมื่อเห็นโบราตพาโสเภณีมาร่วมมื้อค่ำ หลังจากอดกลั้นกับพฤติกรรมและคำพูดของเขาอยู่นานสองนาน

นักการเมือง นักเรียกร้องสิทธิสตรี ผู้ดีมีอันจะกิน…ใช่หรือไม่ว่านี่คือเหยื่อชั้นเยี่ยมที่นำมาป้อนให้ประชาชนคนเดินดินได้หัวเราะเยาะใส่อย่างสะใจทันทีที่ได้เห็นคนกลุ่มนี้กลายเป็นตัวตลก เหมือนได้อยู่ในฐานะเหนือกว่าแม้เพียงชั่วเวลาสั้นๆ ก็ตาม

หากหนังตลกมีเป้าหมายให้คนหัวเราะ หนังอย่าง Borat ย่อมประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือสถานการณ์อำทั้งหลายในหนังไม่เหมือนกับการอำในโทรทัศน์ หากแต่อยู่ในเวอร์ชั่นหยาบโลน สกปรก ไปจนกระทั่งต่ำทราม จนเกินกว่าจะหัวเราะได้อย่างสะดวกใจ

ไม่เพียงเท่านั้น บางมุขอุบาทว์จนอยากสันนิษฐานว่าคนที่ขำกับมุขจำพวกนี้เป็นพวกดูถูกเพศหญิง และคงไม่แปลกถ้าคนประเภทนี้จะสะใจสุดสุดใส่กลุ่มเรียกร้องสิทธิสตรี

สำหรับคำเล่าขานที่ว่าหนังเสียดสี-ล้อเลียนสหรัฐและคนอเมริกันนั้น หากการเสียดสีหมายถึงการวิพากษ์วิจารณ์ลักษณะหนึ่งซึ่งต้องกระทำโดยมีทิศทางและเป้าหมายชัดเจนเพื่อสื่อถึงเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ผู้เขียนเห็นว่านอกจากฉากซื้อปืนที่คนขายตอบโบราตว่าไม่ขายให้ เพราะไม่ใช่คนอเมริกัน ซึ่งสามารถตีความในเชิงเสียดสีได้อย่างเจ็บแสบแล้ว ไม่เห็นว่าสถานการณ์อำอีกจำนวนนับไม่ถ้วนใน Borat จะแสดงถึงท่าทีเสียดสีหรือล้อเลียนคนอเมริกันอย่างที่มีการกล่าวอ้าง การอำแต่ละครั้งล้วนแต่ต้องการให้เหยื่อแสดงอาการด้านลบต่อนายโบราต ตั้งแต่อาการกระอักกระอ่วน อึดอัด ไปจนถึงไม่พอใจ โดยมีเป้าหมายให้ผู้ชมขบขันเป็นสำคัญ

แม้แต่เป้าหมายอย่างนักการเมืองมะกันคนดังก็ไม่มีนัยของการเสียดสีสหรัฐ เพราะไม่ว่านายโบราตจะไปอำนักการเมืองประเทศไหน อาการที่แสดงออกมาย่อมเป็นไปในทำนองเดียวกันนี้ทั้งสิ้น

นอกจากมุขทรามๆ แล้ว ส่วนสำคัญที่แสดงว่าผู้สร้างมีทัศนคติตกต่ำย่ำแย่คือการเลือกประเทศคาซักสถานเป็นแบ๊คกราวด์เพื่อเล่นตลกและอำชาวบ้านโดยกุเรื่องเลวร้ายสารพัด ทั้งการบอกว่าผู้หญิงคาซักขายบริการทุกคน การมีเพศสัมพันธ์ในสายเลือดเป็นเรื่องปกติของคนที่นั่น หรือบรรยายให้เห็นว่าชาวคาซักเป็นพวกไร้อารยธรรมอย่างรุนแรง

ทั้งนี้ ผู้สร้างให้เหตุผลที่เลือกประเทศคาซักสถานว่า อยากได้ “ประเทศอะไรก็ได้ที่อยู่ไกลมากๆ จนไม่น่าจะรู้จักหนังของเรา” (ไบโอสโคป, ฉบับที่ 60 หน้า 22) อธิบายง่ายๆ ได้ว่า ขอแค่คนดูหนังฮากระจาย จะเป็นประเทศอะไรก็ได้…ช่างหัวมัน (ยังไม่พูดถึงการยำใหญ่สถานที่ถ่ายทำ ภาษา และตัวอักษรที่ปรากฏในหนัง ซึ่งเต็มไปด้วยลูกมั่ว)

หลังจากพลิกดูรอบด้านแล้ว คำว่า “หนังห่วย” อาจจะไม่ตรงกับสภาพของหนังอย่าง Borat สักเท่าไหร่

ต้องคำว่า “หนังเลว” ถึงจะเหมาะสม…

ที่มาจากหนังสือพิมพ์