“พลอย” ทำนองชีวิต…ความจริงหรือแค่ฝันร้าย…

Home / วิจารณ์หนัง / “พลอย” ทำนองชีวิต…ความจริงหรือแค่ฝันร้าย…

Film
นางสาวรื่นรมย์

“พลอย” ผลงานกำกับและเขียนบทเองเรื่องล่าสุดของ เป็นเอก รัตนเรือง เล่าถึง ‘พลอย’ เด็กสาววัยยังไม่เกิน 18 ปี พบกับ ‘วิทย์’ หนุ่มใหญ่วัยคราวพ่อฟัง ที่ล็อบบี้โรงแรมแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ ขณะที่วิทย์เพิ่งเดินทางมาจากอเมริกาและพักสงบใจ หลังจากเขากับภรรยาบึ้งตึงกันมาตลอดทาง ส่วนพลอยกำลังนั่งรอแม่ที่จะมาจากสตอกโฮล์ม เวลาล่วงเลยจนค่อนรุ่ง วิทย์ชักชวนพลอยขึ้นไปล้างหน้าล้างตาและนอนพักรอเวลาแม่ลงจากเครื่องบิน

การปรากฏตัวของเด็กสาวหน้าใส ท่าทางเหมือนเด็กใจแตก กลายเป็นฟางเส้นสุดท้ายให้ความตึงเครียดของชีวิตคู่ 7 ปีระหว่าง แดง กับ วิทย์ ถึงจุดระเบิด

แดง (ลลิตา ศศิประภา) ไม่ยินดีต้อนรับเด็กสาวคนนี้เอาเสียเลย แต่เธอไม่อาจบอกความรู้สึกนั้นออกมาได้ สิ่งที่เธอบอกกับเด็กสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน หน้ายิ้มใจดี อย่างที่คน (ดู) ดี ‘พึงปฏิบัติ’ คือความเอื้อเฟื้อ น้ำเสียงที่แท้จริงของความไม่พอใจ เธอเก็บไว้ระบายใส่ วิทย์ ผู้เป็นสามี ในเสี้ยวเวลาที่ต่างกันเพียงแค่หันหลังกลับ ในห้องพักของโรงแรม ทั้งคู่ปะทะคารมกันอย่างเคร่งเครียด สลับกับการปฏิสัมพันธ์กับเด็กสาวหน้าใส ที่มีคำถามตรงไปตรงมา และแววตาแป๋วแหวว ที่วิทย์กับแดง รู้สึกตอบสนองแบบต่างกันสุดขั้ว

คนแปลกหน้าต่างวัยต่างประสบการณ์ได้แบ่งปันช่วงเวลาและพื้นที่อันเงียบและเหงา ขณะที่คนคุ้นเคยกลับมีเพียงอดีตแตกร้าว

หมิว-ลลิตา พิสูจน์ฝีมือระดับรางวัล ในบทสาวสวยอดีตดาราหนัง ที่มีสามีรูปหล่อฐานะไม่ยากจน แต่เธอไม่มีความสุขเอาเสียเลย เพราะความรู้สึก ‘ไม่ถูกรัก’ สามีของเธอกำลังมีคนอื่นและคนอื่นๆ แต่ไม่ใช่เธอ ภาวะนี้ทำให้เธอกลายเป็นคนสองบุคลิก และพยายามดิ้นรนทุรนทุรายหาทางออก โดยมีวิทย์ (พรวุฒิ สารสิน) ผู้สามีได้แต่มองดูและโต้ตอบคารม แบบหาจุดผสานสัมพันธ์ไม่เจอ

ชีวิตของแดงกับวิทย์ ถูกเล่าเทียบกับความสัมพันธ์ของคู่ บาร์เทนเดอร์หนุ่ม (อนันดา เอเวอริงแฮม) กับแม่บ้านประจำโรงแรม (พรทิพย์ ปาปะนัย) ซึ่งไม่มีบทสนทนาใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการทะเลาะหรือบอกรัก มีเพียงการ ‘ทำรัก’ (เมคเลิฟ) และเสียงลมหายใจเท่านั้น

คนที่เคยผ่านการดูหนังของผู้กำกับเป็นเอกมาบ้าง อาจจะมองเห็นลายเซ็นของเขาในหลายจุด ไม่รวมการมีตัวละครชื่อ ‘น้อย’ เสียงร้องของ ‘จิ้งจก’ (แต่เรื่องนี้ไม่มีปราบดา หยุ่น เขียนบทให้นะ) แล้ว บรรยากาศและจังหวะของหนังที่ทอดเวลากับการครุ่นคิดและซึมซับความรู้สึกทั้งสับสน หม่นหมอง และความตึงเครียด (ทั้งระหว่างคู่บอกรัก และคู่ทำรัก) อย่างเต็มพื้นที่และเวลาเกือบสองชั่วโมง รวมถึงตลกร้ายที่แทรกอยู่ เสมือนหนึ่งคำวิพากษ์ของผู้กำกับต่อวิถีชีวิตของคนที่ผ่านพบและทักทายความเหงา ในโลกเสรีใบนี้

นอกจากเสียงลมและสภาพบรรยากาศแล้ว เสียงดนตรีปูพื้นหลังยังเป็นดนตรีแบบเลือนหายไปในอากาศ มีเสียงสะกิดความรู้สึกเป็นร่องรอยขีดข่วนเป็นระยะ ก่อนจะมีเสียงร้องต่ำลึกแตกพร่า กับเสียงอะคูสติกกีตาร์ของ จ็อบ บรรจบ ในเพลง ‘แด่คนช่างฝัน’ ดังแหวกอากาศขึ้นกระชากอารมณ์ไปสู่เหนือผิวน้ำ และสู่บทสรุปของการสร้างสัมพันธ์ของทั้งคู่ที่ต้องการ ‘บอกรัก’ และคู่ที่มุ่งหมาย ‘ทำรัก’ เป็นหลัก ในทิศทางของแต่ละคน

‘อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอ นะคนดี เพราะเราเกิดมาในโลกอันเสรี อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอนะคนดี มองดาวบนฟ้าเราก็เป็นได้แค่ฝัน ทุกวันไม่เคยสิ้นสุด แต่ใจเอ๋ยใจของมนุษย์สุดจะลึกที่จะพรรณนา จึงอยากกู่ร้องเป็นท่วงทำนองของชีวิต ถึงอดีตบางครั้งอย่างปวดร้าว แม้นบทเพลงที่เคยร้องรำทุกค่ำเช้า นี่ชีวิตเราหรือใครเป็นเจ้าของ…เพื่อเธอคนดี แด่คนช่างฝัน อย่าให้มันต้องกลายเป็นฝันร้าย มองฟ้าคืนนี้ ดวงดาวยังพราวพราย แค่อยากให้รู้คืนนี้ ใครคือเจ้าของเธอ”

ที่มา เสาร์สวัสดี