Ocean s Thirteen ปล้นการกุศล

Home / วิจารณ์หนัง / Ocean s Thirteen ปล้นการกุศล

สร้างความฮือฮาไปไม่น้อย เมื่อ 11 นักแสดงหลายสัญชาติหลากบุคลิกมารวมตัวกัน เพื่อรับบทเป็น 11 เซียนนักปล้น ในหนัง “Ocean”s Eleven” เมื่อ 6 ปีก่อน ซึ่งแม้ว่าดาราทั้ง 11 จะไม่ได้โด่งดังเป็นพลุแตก แต่เอาแค่หนังมีระดับท็อปๆ อย่าง “จอร์จ คลูนีย์, แบรด พิตต์” และ “แมตต์ เดมอน” มาอยู่ในเรื่องเดียวกันก็คุ้มแล้ว

และพอภาคแรกทำเงิน 3 ปีต่อมา ก็มีภาค 2 อย่าง “Ocean”s Twelve” ตามมา ซึ่งแม้บางคนจะบอกว่าภาคนี้สนุกสู้ภาคแรกไม่ได้ แต่ก็ยังอุตส่าห์เฝ้ารอภาคต่อไปอย่างใจจดจ่อ ปล่อยให้รอเสียหลายปี ในที่สุด 11 เซียนนักปล้นก็ได้ฤกษ์กลับมาให้แฟนๆ เชยชมใน “Ocean”s Thirteen” เรียบร้อยแล้ว โดยมี “สตีเวน โซเดอเบิร์ก” เจ้าเก่าคอยกำกับฯ และยังมีดาราสาวสวยอย่าง “เอลเลน บาร์คิน” มาร่วมสร้างสีสันในปฏิบัติการครั้งใหม่นี้ด้วย

โดยในภาคนี้ เหล่า 11 เซียนไม่ได้กลับมาปล้นเพื่อเงิน แต่พวกเขาจะมาล้วงเงินจากกระเป๋าเจ้าพ่อกาสิโน เพื่อทวงความเป็นธรรมให้เพื่อนต่างหากล่ะ

ซึ่งเรื่องก็มีอยู่ว่า รูเบน ทิชคอฟ “(อีเลียต กูลด์)” เพื่อนสนิทและอาจารย์ของแดนนี่ โอเชี่ยน “(จอร์จ คลูนีย์)” ถูกเจ้าของกาสิโนจอมโหด วิลลี่ แบงค์ “(อัล ปาชิโน่)” หักหลังจนถึงกับต้องเข้าไปนอนในโรงพยายาบาลด้วยอาการขั้นวิกฤต โอเชี่ยนทั้ง 11 คนจึงกลับมารวมตัวกันเพื่อวางแผนปล้นกาสิโนหรูเพื่อสร้างความเสียหายให้กับกิจการของแบงค์จอมเจ้าเล่ห์ รวมทั้งยังหาทางให้แบงค์ชวดรางวัลโรงแรมระดับเพชรห้าดาวที่เขาเคยได้มาทุกปีด้วย

และหนังก็สนุกเพราะแผนการอันแยบยลของพวกเขานี่แหละ เพราะมันทั้งซับซ้อน ล้ำลึก และแสนจะไฮเทค จะเสียอยู่หน่อยก็ตรงที่แผนที่วางไว้มันดำเนินได้ตามนั้นเสียเกือบหมด พูดง่ายๆ ก็คือ เราแทบจะไม่ได้เห็นฝ่ายโอเชี่ยนเพลี่ยงพล้ำเลยสักครั้ง จะมีก็แต่ฝ่ายศัตรูนั่นแหละที่กระอักเลือดซ้ำแล้วซ้ำอีก

นอกจากความมันที่เราได้รับจากกลเม็ดเด็ดพลายในการปล้นของ 11 เซียน ในภาคนี้ หนังยังมีประเด็นน่าสนใจให้สมองและหัวใจได้ตกตะกอนอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

เริ่มจากความคิดที่ว่า ทำไม (คนดีอย่าง) เราต้องเอาใจช่วยโจรกลุ่มนี้ให้กระทำการสำเร็จด้วยหนอ? คำตอบที่หาได้ทันทีก็คือ เพราะพวกเขาปล้นคนที่ควรปล้น (คนที่ไม่ได้ทำมาหากินโดยสุจริตวิธี เพราะเอาเปรียบคนอื่น) และเพราะพวกเขาปล้นเพื่อแก้แค้นให้มิตรรัก พูดง่ายๆ ว่าเป็นเรื่องแมนๆ ที่เพื่อนควรทำให้แก่กันว่างั้นเถอะ

ซึ่งประเด็นของมิตรภาพนี้ หนังก็นำเสนอได้มีมิติพอสมควร เพราะเราได้เห็นเล่านักปล้นหมุนเวียนกันมานั่งให้กำลังใจ เพื่อนรุ่นพี่ที่นอนป่วยอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหนึ่งหนุ่มที่อุตส่าห์เขียนถ้อยคำซึ้งๆ ใส่จดหมายมาปลอบ ซึ่งแม้จะดูตลกในสายตาคนอื่น แต่ท้ายที่สุด มันก็คือเครื่องมือเยียวยาชั้นดีที่ทำให้เพื่อนรุ่นพี่อย่างรูเบนฟื้นตัวจากความบอบช้ำขึ้นมาได้

สรุปว่าถ้าจริงใจ จะน้ำเน่าแค่ไหนก็ไม่สร้างมลพิษให้กับโลกใบนี้แน่ๆ

นอกจากนี้ หนังยัง (อุตส่าห์) สอดแทรกประเด็นชนชั้นและการกดขี่เข้าไปด้วย โดยหนังมีฉากที่ให้หนึ่งในแก๊งโอเชี่ยนแฝงตัวเข้าไปในโรงงานผลิตลูกเต๋า เพื่อจะได้เข้าไปวางกลโกงในการล้างแค้นเจ้าพ่อกาสิโน ทว่าพอเข้าไป พ่อหนุ่มกลับไปเห็นอกเห็นใจคนงานที่โดนกดค่าแรงจนถึงขั้นยุให้พวกเขาลุกขึ้นมาประท้วงเสียนี่

ฉากนี้อาจจะดูขำๆ ทว่ากลับให้แง่คิดมหาศาล โดยเฉพาะเมื่อเหล่าโอเชี่ยนนำมาเล่าสู่กันฟังว่า ถ้าจะให้ปัญหาการประท้วงยุติ โรงงานต้องจ่ายเงินชดเชยจำนวนมหาศาล ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง มันเป็นเงินจำนวนน้อยนิดเท่านั้น นั่นก็เพราะ เงินค่าจ้างที่พวกเขาเข้าใจว่ามนุษย์คนหนึ่งควรจะได้รับต่อเดือน กลับกลายเป็นจำนวนเงินเท่ากับที่ชนชั้นแรงงานได้รับต่อการอดทนทำงานมาตลอดทั้งปี

สรุปว่า แม้จะไม่ได้ปล้นคนรวยขี้โกง มาช่วยคนจนผู้น่าสงสารเหล่านี้ แต่การหยิบยกประเด็นดังกล่าวมาพูด ก็สร้างคุณค่าที่นอกเหนือจากความสนุก (และหน้าหล่อๆ ของเหล่านักปล้น) ให้แก่หนังเรื่องนี้อยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

“เรียกได้ว่าถึงจะมาเพื่อปล้น แต่เหล่าโจรแก๊งโอเชี่ยนก็ยังแอบมาสร้างกุศลในใจคนดูได้พร้อมๆ กันด้วยแฮะ”

ที่มาจากหนังสือพิมพ์