พลอย บางห้วงคำนึงของชีวิตคู่

Home / วิจารณ์หนัง / พลอย บางห้วงคำนึงของชีวิตคู่

หนังจอกว้าง
ณัฐพงษ์ โอฆะพนม


…สาวน้อย หัวฟู ดวงตากลมโต เอ่ยถามหนุ่มใหญ่ ด้วยความสงสัย…

พลอย

“ความรัก มันมีวันหมดอายุได้ด้วยเหรอพี่”

…หนุ่มใหญ่ หน้าตาเคร่งขรึม กล่าวตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงเฉยชา…

วิทย์

“มันก็เหมือนอาหารกระป๋องนั่นแหละ…เพียงแต่ไม่ได้ระบุวันหมดอายุไว้ใต้ฝา เราต้องลุ้นเอาเองว่ามันจะมาถึงเมื่อไร”

…พูดจบหนุ่มใหญ่วัยกลางคนเบือนหน้าหนีพลางพ่นควันบุหรี่ออกมาเฮือกใหญ่ ท่าทางของเขาดูเหงา เศร้ายิ่งกว่าเดิม…

วิทย์

“บางทีเราก็ทะเลาะกัน เพราะไม่มีอะไรจะทำ”

…สาวน้อย หน้าตาน่าเอ็นดู ที่อายุอานามของเธอไม่น่าจะเกิน 20 คราวนี้เธอเป็นฝ่ายตอบกลับมาบ้าง…

พลอย

“ทำไมพี่ไม่กอดกัน จูบกัน หรือมีเซ็กส์กันล่ะ ง่ายกว่าตั้งเยอะ…”

…นี่คือบทสนทนาที่เหมือนตีเข้ากลางแสกหน้าอย่างจังของชาย-หญิง ที่ชีวิตคู่เข้าสู่ภาวะความน่าเบื่อหน่าย หลังใช้ชีวิตร่วมกันมานานหลายปี หรือที่เรียกกันว่าภาวะ “Seven-Year Itch” ซึ่งผู้กำกับเป็นเอก รัตนเรือง หยิบนำมาเป็นประเด็นในหนังเรื่อง “พลอย” ที่เปิดฉากด้วยการมาถึงของ ‘วิทย์’ (พรวุฒิ สารสิน) และ ‘แดง’ (ลลิตา ศศิประภา) คู่สามีภรรยา ที่ไปใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศนาน 7 ปี ทั้งสองกลับมาร่วมงานศพญาติที่เมืองไทย และพักผ่อนในโรงแรมแห่งหนึ่งหลังจากใช้เวลาเดินทางนานกว่า 20 ชั่วโมง…เวลาใกล้รุ่งสางฝ่ายชายลงมาซื้อบุหรี่ที่ล็อบบี้ และได้พบเจอกับเด็กสาวนามว่า ‘พลอย’ (อภิญญา สกุลเจริญสุข) ที่รอแม่มารับจากสตอกโฮล์มตอนสายๆ…ด้วยความที่คุยกันถูกคอวิทย์จึงชวนเธอขึ้นมาล้างหน้าล้างตาและนอนพักในห้องของเขา อันเป็นที่มาของความคลางแคลงใจในตัวสามีของแดง ผนวกกับที่เพิ่งเจอกระดาษโน้ตจดเบอร์โทรศัพท์ในกระเป๋าเสื้อของวิทย์ ทำให้ทั้งคู่เกิดมีปากเสียง และแดงผลุนผลันออกนอกห้องไปในที่สุด

เวลาเดียวกันนั้นในห้องข้างๆ คู่รักบาร์เทนเดอร์หนุ่ม (อนันดา เอเวอริ่งแฮม) และเมดสาวประจำโรงแรม (พรทิพย์ ปาปะนัย) กำลังร่วมรักโดยปราศจากคำสนทนาใดๆ

ระหว่างที่แดงนั่งทอดอารมณ์ในคอฟฟี่ช็อป เธอได้พบกับพ่อค้าของเก่า (ทักษกร ประดับพงษา) ผู้บังเอิญจำได้ว่า เธอคืออดีตดาราชื่อดัง ทั้งคู่คุยกันถูกคอก่อนที่เขาจะชวนเธอไปดื่มกันต่อที่บ้าน ทิ้งให้วิทย์อยู่ในห้องกับพลอย ตามลำพัง

ฟังดูเหมือนสามี-ภรรยาคู่นี้ต่างนอกใจกันหากแต่จริงๆ แล้ว ทั้งคู่กำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ในชีวิตแต่งงานต่างหาก…เพราะสุดท้ายแดงเอง กลับพยายามหาทางดิ้นรนเพื่อให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อกามของพ่อค้าของเก่า ในขณะที่วิทย์ ก็เริ่มเผชิญกับความสูญเสีย หากชีวิตต้องขาดภรรยาสุดที่รักไป…เมื่อเขาพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือฝากข้อความในโทรศัพท์ว่า “อย่าทิ้งพี่นะ แดง”

เด็กสาว’พลอย’ ถูกส่งมาเป็นบททดสอบในสถานการณ์ครั้งนี้ในขณะที่บาร์เทนเดอร์หนุ่ม และแม่บ้านสาว ต่างทำหน้าที่เป็นกระจกสะท้อนในการเป็นตัวอย่างชีวิตคู่ที่ดูจะสุขสมรื่นรมย์ด้วยวิธีการแสดงออกถึงความรักอย่างง่ายๆ (นั่นคือการร่วมรัก) ซึ่งมันปรากฏให้เห็นคำตอบอย่างเป็นรูปธรรมสำหรับคำแนะนำของ ‘พลอย’ ที่มีต่อวิทย์?และถึงที่สุดแล้วบุคคลทั้งสามอาจไม่มีตัวตนอยู่จริงเลยก็ได้

เป็นเอกไม่ได้ทำหนังรัก ไม่ได้ให้ความสำคัญในฐานะหนังชีวิต แต่กำลังสั่งสอนบทเรียนชีวิตคู่ให้ตัวละครของเขา พร้อมๆ กับแสดงภาพคู่ขนานอีกด้านของคู่รักให้ผู้ชมได้เห็น…

“ความรักเอย เจ้าลอยลมมาหรือไร…มาดลจิตมาดลใจ…เสน่หา

รักนี้จริงจากใจหรือเปล่า หรือเย้าเราให้เฝ้าร่ำหา…

หรือแกล้งเพียงแต่แลตา…ยั่วอุรา ให้หลงลำพอง…

ฮืมฮื่ม ฮื้ม ฮื้อ…ฮืม ฮื่ม ฮื้ม ฮือ…ฯ”

นี่คือน้ำเสียงเย้ยหยันคู่ของวิทย์และแดงเมื่อแม่บ้านสาวครวญเพลง “เสน่หา” หลังจากเสร็จสมอารมณ์หมายกับชายคนรัก อีกทั้งยังส่งสายตา ชะม้ายแลมองมายังผู้ชมตรงๆ ก็ดูคล้ายจะส่งสารเป็นนัยๆ ว่า ‘เห็นมั้ยล่ะความรักในแบบของเธอสุขกว่าเป็นไหนๆ’

ผู้กำกับเป็นเอก ยังคงเล่นกับจิตใต้สำนึกของตัวละครอีกครั้ง นับตั้งแต่ ‘ปู’ สาวที่มักฝันเห็นพ่อถูกฆ่าใน”ฝันบ้าคาราโอเกะ”หรือ ‘ตุ้ม’ กับฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนที่ได้มาพร้อมเงินก้อนใหญ่แบบไม่คาดฝันใน”เรื่องตลก 69″ แม้กระทั่งบรรณารักษ์หนุ่มใน “เรื่องรักน้อยนิดมหาศาล” กับพ่อครัวชาวญี่ปุ่นใน “Invisible Waves คำพิพากษาของมหาสมุทร” ซึ่งต่างก็มีความตายเป็นเงาเกาะกุมจิตใจตลอดเวลา…มาใน”พลอย” บางห้วงคำนึงของแดงยังมีความตาย และการที่เธอสวมสร้อยคอของเด็กสาว ‘พลอย’ อาจหมายถึงการสวมทับของจิตวิญญาณเดียวกัน…รอยฟกช้ำรอบดวงตา อาจเป็นผลจากการเยียวยารอยช้ำในชีวิตรัก ไม่นับรวมการที่ เป็นเอก หยอกเอินหนังของตัวเองอีกหลายครั้ง ทั้งหมายเลขห้อง เสียงจิ้งจกทัก และตัวละครที่ชื่อ ‘น้อย’

เป็นอีกครั้งหนึ่งที่หนังของเป็นเอก เล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ เงียบนิ่ง แต่พอเดินออกจากโรงทีไร ตัวละครของเขากลับมาวิ่งวนอยู่ในหัวของเราได้ทุกที…

ที่มาจากหนังสือพิมพ์