พลอย : อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอ นะคนดี

Home / วิจารณ์หนัง / พลอย : อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอ นะคนดี

ดูหนังอย่างคนป่วย
วิวัฒน์ เลิศวิวัฒน์วงศา


บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์

วิทย์กับแดงนั่งเครื่องบินมายี่สิบชั่วโมง จากอเมริกากลับมากรุงเทพฯ เพื่อร่วมงานศพญาติ หลังจากไม่ได้กลับมาสิบปี ทั้งคู่เช็กอินในโรงแรมห้อง 603 ตอนรุ่งสาง วิทย์ลงมาหาบุหรี่สูบด้านล่าง แดงอยู่บนห้อง ค้นเจอเบอร์โทรศัพท์ของใครสักคนชื่อน้อยในกระเป๋าเสื้อนอกของสามี ขณะที่ด้านล่าง วิทย์พบกับพลอย เด็กสาวที่กำลังจะอายุเต็มสิบเก้าในเช้าวันพรุ่งนี้ พลอยมาคอยพบแม่ของเธอที่จะมาจากสตอล์กโฮล์มตอนสิบโมงครึ่ง หลังจากแชร์หูฟังเพลงของน้าจ๊อบ บรรจบ ด้วยกัน และสนทนากันอย่างออกรส วิทย์เอ่ยปากชวนพลอยขึ้นไปพักบนห้อง ล้างหน้าล้างตา หลับสักงีบ แดงไม่พอใจมากที่วิทย์พาเด็กสาวไม่รู้หัวนอนปลายตีนขึ้นมาบนห้อง แต่เธอเป็นห่วงภาพของตัวจนเกินกว่าที่จะออกปากไล่พลอยออกไปจากห้อง แล้วหันไปไล่เบี้ยเอากับวิทย์แทน ถึงความจืดจางของความรักหลังใช้ชิวิตร่วมกันมาเจ็ดปี ทั้งคู่ทะเลาะกัน แล้วแดงตัดสินใจออกไปจากห้อง ลงไปข้างล่างพบกับชายแปลกหน้าที่จำได้ว่าเธอเคยเป็นนางเอกหนังมาก่อน ทิ้งให้วิทย์อยู่ในห้องกับพลอย โดยตัดสลับเหตุการณ์ของวิทย์กับแดงเข้ากับเรื่องของแม่บ้านโรงแรมที่นัดพบบาร์เทนเดอร์คนรักในห้อง 609 และร่วมรักกันอย่างเร่าร้อน

เหตุการณ์เกิดขึ้นและจบลงในเพียงหนึ่งวัน ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ของสามีภรรยามาสู่จุดที่เปราะบางที่สุดหลังจากอยู่กินกันมาเจ็ดปี ช่วงเวลาที่อ้างว้างที่สุดของคนสองคนที่อยู่ใกล้ชิดกันที่สุด เด็กหญิงตัวเล็กๆ ผู้หนึ่งพลันพลัดหลงเข้ามาในความสัมพันธ์ที่กำลังเปื่อยยุ่ยนี้ และทำให้ทั้งคู่สำรวจตรวจสอบความเป็นไปในใจตน

นี่คือภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องที่หกของ เป็นเอก รัตนเรือง หลังจากไปทำหนังกับทีมงานนานาชาติเสียสองเรื่อง ใน เรื่องรักน้อยนิด มหาศาล และ คำพิพากษาของมหาสมุทร ที่ในที่สุดเขาก็หวนกลับมาทำหนังที่ทำด้วยตนเองทั้งในขั้นตอนการเขียนบทและการกำกับ หนังของเป็นเอกมักเต็มไปด้วยมุกตลกร้ายกาจ ชวน ขันขื่น- เรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องพัวพันกับการก่ออาชญากรรม ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง (ในทุกเรื่องของเขามีฉากอาชญากรรมเกิดขึ้นเสมอ) และเรื่องราวซ้อนจริงซ้อนฝัน อันแพรวพราวด้วยลูกเล่นทางภาพ และการตัดต่อ

หนังฉายภาพความสัมพันธ์อันจืดจางของคนทั้งคู่ด้วยงานด้านภาพ ในช่วงแรกของหนังเรามองเห็นภาพของคู่รักที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์คู่นี้ผ่านทางการจัดวางท่าทางราวกับนายแบบนางแบบ บนเครื่องบิน แดงจับมือวิทย์ หลับซบกับไหล่ บนแท็กซี่ ทั้งคู่นั่งกุมมือกัน และบนลิฟต์ วิทย์นั่งคร่อมบนกระเป๋าเดินทาง โดยมีแดงอิงซบอยู่ จ้องมองไปในทิศทางนอกกล้อง ราวกับงานถ่ายแบบ ภาพสมบูรณ์แบบที่ดูแห้งแล้งน้ำเนื้อของชีวิต กล่าวอย่างง่าย ดูเป็นภาพในหนังสือของคนหน้าตาดีสองคนที่มา -แสดงท่าทางเป็นคู่รัก- มากกว่าจะเป็นคู่รักจริงๆ (สมกับภาวะรักษาภาพลักษณ์ของแดง) ยิ่งไปกว่านั้น หนังถึงขั้นไม่ทำให้ทั้งสองคนปรากฏตัวร่วมซีนกันอย่างเต็มที่ เพราะเมื่อใดที่ทั้งคู่อยู่ในฉากเดียวกัน กล้องมักจะตัดชิ้นส่วนฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออก เช่น ในฉากหนึ่งเรามองเห็นแดงกับเท้าของวิทย์ หรือเห็นใบหน้าของวิทย์กับหลังของแดง คนหนึ่งอยู่ด้านหน้า อีกคนเป็น BACKGROUND มืดอยู่ด้านหลัง หรือเมื่อทั้งคู่คุยกัน ทั้งคู่ไม่เคยประจันหน้ากัน แต่กลับมองไปในทางเดียวกัน หรือนั่งทำมุมเก้าสิบองศาต่อกัน หรืออยู่กันคนละส่วนของฉาก เมื่อวิทย์ออกไปยืนบนระเบียงแล้วแดงนั่งอยู่ในห้อง ก่อนที่จะเปิดเผยความสัมพันธ์อันปริแตก แน่นอน มันอาจเริ่มต้นจากการมาถึงของพลอย แต่บทสนทนาของวิทย์กับแดงกลายเป็นการขุดค้นและตั้งคำถามสามัญอย่างเช่นว่า เมื่อเวลาผ่านไป ความรักของคนสองคนจะยังดำรงคงอยู่หรือไม่ พวกเขาที่แท้เป็นเพียงผู้ผ่านทางมาใช้ชีวิตชั่วคราวอยู่ด้วยกันหรือเปล่า ในที่สุด ที่แท้พวกเขาอยู่ด้วยกันเพียงเพราะต้องอยู่ด้วยกันกระนั้นหรือ

ภายใต้โครงเรื่องเบาบาง และบรรยากาศมืดและเย็นเยียบ ในห้องของโรงแรมที่ปึ่งชา หนังค่อยๆ นำเราไปสู่เหตุการณ์ประหลาดที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้น แต่อาจจะไม่ได้เกิดขึ้นก็ได้ ความจริงซ้อนทับกับความฝันแบบไม่ทันตั้งตัว เมื่อหนังเริ่มต้นแสดงภาพฝันว่าแดงออกมาฆ่าพลอย จากนั้นพบน้อยยืนอุ้มลูกที่หน้าประตู หรือบทพิศวาสเร่าร้อนของบาร์เทนเดอร์กับสาวแม่บ้านที่ดำเนินควบคู่ไปกับเรื่องนั้น อาจเป็นเพียงความฝันของพลอย กระทั่งภยันตรายที่เกิดขึ้นกับแดงก็อาจเป็นเพียงความฝันของวิทย์ หรืออาจเกิดขึ้นจริง แต่ทั้งหมดถูกซ้อนทับอย่างคลุมเครือ จนไม่อาจบอกได้ว่าสิ่งใดบ้างที่ -เกิดขึ้นจริง- และสิ่งใดเป็นเพียงจินตนาการของคู่รักคู่ร้างคู่นี้

เราสามารถพิจารณาหนังเรื่องนี้ในฐานะหนังที่เล่าเรื่องไปข้างหน้า ว่าด้วยคู่รักที่มีเด็กสาวคนหนึ่งเข้ามาในชีวิต นำไปสู่เหตุการณ์บานปลายที่ทำให้ทั้งคู่หวนนกลับมาทบทวนความสัมพันธ์ หากแต่เมื่อพิจารณาในรายละเอียดปลีกย่อย เรากลับค้นพบความไม่สัมพันธ์กับความจริงของข้อเท็จจริงที่เราได้รับ กับภาพที่เกิดขึ้นบนจอ (เช่น ในฉากหนึ่ง แดงโทร.ถามโรงแรม แล้วพบว่าวิทย์ออกไปกับพลอย แต่ที่จริงทั้งคู่ยังอยู่ในห้อง หรือการมีอยู่ของแม่บ้านกับบาร์เทนเดอร์ ที่พลอยบอกว่าเป็นเพียงความฝันลามก) ทำให้เราอาจสามารถลำดับเรื่องใหม่โดยให้เกิดการซ้อนทับของความจริงกับจินตนาการของแต่ละตัวละคร

การปรากฏตัวขึ้นของพลอยดูราวภาพฝัน เธอจู่ๆ พลันเดินเข้ามาหาวิทย์ ใบหน้าด้านหนึ่งเขียวช้ำ แล้วนั่งลงพูดคุย จากนั้นวิทย์พาเธอมาที่ห้อง พลอยเข้าไปอาบน้ำ ลืมสร้อยคอที่มีจี้ชื่อตนเองไว้ในห้องน้ำ หลังจากทะเลาะกับวิทย์ แดงเข้าไปใช้ห้องน้ำต่อจากพลอย พบสร้อยเส้นนั้น แล้วหยิบขึ้นมาสวม วินาทีนั้นแดงก็เข้าสวมบทบาทของพลอย เธอลงมาดื่มกาแฟ แล้วตามชายแปลกหน้าออกไปจากโรงแรม (แบบเดียวกับพลอย) นำไปสู่เหตุการณ์ที่มาตอบคำถามเรื่องใบหน้าของพลอยในตอนแรก (และแดงตอบด้วยตัวของเธอเอง)

เอาเข้าจริง บางทีเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในเรื่องอาจสิ้นสุดลงในนาทีที่วิทย์ลงไปซื้อบุหรี่ และเริ่มต้นใหม่อีกครั้งเมื่อวิทย์และแดงไปงานศพ

ดังนั้น ในทางหนึ่ง พลอยอาจไม่ได้มีตัวตนอยู่จริง เธอ -อาจจะ- เป็นเพียงจินตนาการของแดง ภรรยาผู้เริ่มคลางแคลงในความรักของสามี หญิงวัยกลางคนที่เชื่อว่าความรักของคู่รักกำลังจืดจาง สามีเธอกำลังปันใจให้กับผู้หญิงที่อ่อนเยาว์กว่า และมีความเย้ายวนทางเพศมากกว่า พลอยคือรูปแบบของจินตนาการในการแสดงความเป็นเจ้าของของเพศหญิง ที่กลัวจะสูญเสียสิทธิในการครอบครองผู้ชายของตัวเองไป ในขณะเดียวกัน ชายแปลกหน้าที่พาแดงไปยังโกดังเก็บโคมไฟที่มืดสนิท ซึ่ง -อาจจะ- เป็นจินตนาการของวิทย์ คือตัวแทนของความคิดฝ่ายชายที่เชื่อมั่น ในการปกป้องหญิงอันเป็นที่รักของตน เมื่อไม่มีเขา เธอมีแต่ต้องพบกับความโหดร้ายของโลกนี้ จินตนาการด้านร้ายของวิทย์ที่มีต่อแดงอาจไม่ใช่อื่นใด นอกจากการแสดงอำนาจของเพศชายซึ่งมองว่าตนเองอยู่เหนือเพศหญิง

และบางทีพลอยอาจเป็นสัดส่วนที่ขาดหายไปจากความสัมพันธ์ของคนทั้งสอง เด็กสาวประหลาดนำพาเอาความเยาว์วัยอ่อนหวาน ความไร้เดียงสาและดิบเถื่อน ความรู้สึกทางเพศที่เย้ายวน ความฝันถึงเซ็กซ์ของพลอย ตอบสนองการขาดหายไปของเรื่องเซ็กซ์ของคนทั้งคู่ สิ่งที่พลอยตั้งคำถามกับวิทย์ ปรากฏอยู่ในตัวของพลอย เด็กสาวผู้พลัดหลงไปในป่าความสัมพันธ์ของคนคู่หนึ่งในห้อง 603 จากในฉากสุดท้ายของพลอย เธอเดินออกจากห้อง 603 แล้วเปิดประตูเข้าไปในห้อง 609 (ห้องที่เธอฝันถึงเซ็กซ์ของบาร์เทนเดอร์กับแม่บ้าน) ห้องนั้นว่างเปล่า ไม่มีร่องรอยของผู้คน พลอยเดินเข้าไปในห้องแห่งจินตนาการนั้น และไม่ได้กลับออกมาอีกเลย

หนังน่าสนใจตรงที่หนังสกัดเอาเรื่องทางเพศออกจาคู่รักอย่างวิทย์และแดง แล้วนำไปใส่ไว้ในห้อง 609 ที่ตุ้ม (แม่บ้าน) และนัท (บาร์เทนเดอร์) ก้าวเข้ามา -ใช้ห้อง- เป็นเรือนพิศวาส ห้อง 603 และ 609 ในที่นี่จึงยั่วล้อกันในฐานะห้องที่มี -คู่รัก- อาศัยอยู่ทั้งคู่ ห้องหนึ่งมืดและเย็นชืด อีกห้องกลับร้อน ชื้น และเต็มไปด้วยความเสน่หา (เช่นเดียวกับชื่อเพลงที่ตุ้มร้องให้คนดูฟังหลังเสร็จกิจ) เป็นภาพเปรียบเทียบ แรกรัก กับ รักร้าง โดยมีตัวละครกึ่งจริงกึ่งฝันอย่างพลอย ทอดน่องท่องไปมาระหว่างสองฟาก

แต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้น เราไม่อาจเชื่อได้อย่างสนิทใจว่ามันเป็นเพียงจินตนาการ เพราะหลักฐานอย่างรอยช้ำบนใบหน้าแดง โน้ตของพลอยในห้อง กระทั่งคำพูดสุดท้ายของแดงบนรถแทกซี่ ล้วนยืนยันการมีอยู่ของพลอยทั้งสิ้น บางทีนี่อาจไม่ใช่อื่นใดนอกจากความคลุมครือกระโดดไปมาระหว่างเหตุการณ์จริงกับจินตนาการ ที่ไม่มีข้อสรุปและไม่ปรารถนาข้อสรุป

หนังถ่ายภาพทั้งเรื่องด้วยการกดให้อยู่อยู่ในแสงมืดๆ ประกอบกับการใส่เสียงอึงอลของเครื่องบินราวกับทั้งคู่อยู่บนห้องโดยสารในเครื่องบินตลอดเวลา (ในช่วงต้นของหนัง หนังฉายภาพการร่อนลงของเครื่องบินเป็นเวลานานมาก ราวกับว่าหนังจะพูดถึงการร่อนลงจอดหลังจากบินร่วมกันมายาวนานเจ็ดปีของคู่รักคู่หนึ่ง) และตลอดเวลาที่หนังดำเนินไป กล้องจะถูกจัดวางในตำแหน่งที่มีสิ่งกีดขวางระหว่างตัวละครกับคนดูอยู่ สิ่งของ เช่น เครื่องเรือน ขวดพริกไทย ราวบันได และที่สำคัญคือกระจก หนังกั้นคนดูด้วยกระจกที่กั้นคนดูออกจากตัวหนัง ราวกับเรากำลังลอบมองความสัมพันธ์ของคู่รักคู่นี้อยู่

เป็นเอกยังคงเล่นสนุกกับการใช้เสียงอย่างเต็มที่ต่อเนื่องมาจาก คำพิพากษาของมหาสมุทร ที่ใช้เสียงประกอบอย่างสนุกสนาน (จนทำให้มีความสำคัญมากที่จะต้องดูหนังเรื่องนี้ในโรงภาพยนตร์) ในคราวนี้ ตลอดเรื่องเราจะได้ยินเสียงประหลาดไม่ทราบที่มา เช่น จู่ๆ ในฉากหนึ่งเราได้ยินเสียงตุ๊กแก อีกฉากหนึ่งเราได้ยินเสียงนกพิราบกระพือปีก และในอีกฉากหนึ่งเราได้ยินเสียงนกร้อง ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ทั้งหมดในหนังเกิดในห้องที่ปิดทึบ ตัดขาดจากสภาพแวดล้อม ราวกับว่าทั้งวิทย์และแดงกำลังหลงป่าแห่งความสัมพันธ์อยู่ ยิ่งโดยเฉพาะในฉากไคลแมกซ์ของเรื่องที่มีลมพัดกรรโชกแรงเกินจริง ใบไม้แห้งปลิวว่อนราวกับฉากในป่าจริงๆ

และใน พลอย เป็นเอกยังคงใส่อารมณ์ขันส่วนตัว (ซึ่งเป็นได้ทั้งเอกลักษณ์ในงานของเขาและเป็นได้ทั้งการเล่นของที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวหนังก็ได้) บางจุดทำให้รู้สึกกวนๆ ดี แต่บางจุดก็ดูรกรุงรังอยู่ไม่น้อย อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจคือการที่หนังเรื่องนี้มีสองฉบับ โดยฉบับที่ฉายในเมืองไทยนั้นตัดเอาฉากเลิฟซีนร้อนๆ ออก โดยผู้กำกับเอง ซึ่งเป็นที่น่าเสียดาย เพราะว่าหากมันสำคัญจนต้องมีอยู่ในเรื่องจริงๆ มันก็จำเป็นต้องมีอยู่ ไม่สามารถตัดออกไปได้ แต่ในเมื่อมันตัดออกไปได้ บางทีมันอาจไม่จำเป็นต้องมีอยู่มาตั้งแต่ต้น!

ในเพลงประกอบของหนังเรื่องนี้เพลงหนึ่งมีเนื้อร้องว่า -อย่าให้ใครเขาเป็นเจ้าชีวิตเธอนะคนดี เพราะเราเกิดมาในโลกแห่งเสรี- ในฐานะคู่รัก เราต่างพยายามจะเป็น -เจ้าชีวิต- ของกันและกัน ผ่านทางพันธนาการในนามความรักบ้าง การแต่งงานบ้าง แต่ไม่เคยมีพันธะใดที่คงรูปไปได้ชั่วนิรันดร์ แน่นอน เพราะเราเกิดมาในโลกแห่งเสรี วิธีเดียวที่เราจะอยู่ด้วยกันได้คืออย่าเป็นเจ้าชีวิตใคร เพียงค่อยๆ ไปด้วยกัน เหมือนในเนื้อเพลงอีกท่อนหนึ่งที่ร้องว่า

-มองดาวบนฟ้าเราก็เป็นได้แค่ฝัน ทุกวันไม่มีที่สิ้นสุด แต่ใจเอ๋ยใจของมนุษย์ สุดจะลึกที่จะพรรณนา-

ที่มา ออนโอเพ่น
http://www.onopen.com