Al Otro Lado พ่อ (ไม่) กลับบ้าน

Home / วิจารณ์หนัง / Al Otro Lado พ่อ (ไม่) กลับบ้าน

คอลัมน์ อาทิตย์เธียเตอร์
โดย พล พะยาบ
www.aloneagain.bloggang.com


Al Otro Lado เป็นหนังที่มีโครงสร้างและส่วนประกอบคล้ายคลึงกับ Babel (2006) หนังดังเครดิตดีของ อเลฮานโดร กอนซาเลซ อินาร์ริตูร์ ด้วยต่างมีผู้กำกับฯเป็นชาวเม็กซิกัน เล่า 3 เรื่องราวใน 4 ประเทศ ตัดสลับไปมา โดย 2 ใน 4 ประเทศ อันเป็นฉากหลังของหนังทั้ง 2 เรื่อง คือ เม็กซิโก และโมร็อกโก

อันที่จริง จะว่า Al Otro Lado คล้าย Babel คงไม่ถูกนัก เพราะ Al Otro Lado ออกฉายก่อน Babel ถึง 2 ปี ถึงจะไม่เด่นดังเท่า แต่หนังเรื่องนี้ก็เป็นตัวแทนเม็กซิโกเข้าชิงออสการ์หนังภาษาต่างประเทศ ปี 2005

พูดถึงออสการ์แล้วบางคนอาจคุ้นเคยคำว่า Al Otro Lado ที่เป็นชื่อหนัง จากเพลง Al Otro Lado Del Rio เพลงประกอบหนังชีวประวัติ “เช เกวารา” เรื่อง The Motorcycle Diaries ของ วอลเตอร์ ซาลเลส ผู้กำกับฯชาวบราซิล ที่คว้าออสการ์เพลงยอดเยี่ยมในปี 2005 คำว่า Al Otro Lado หมายถึง “อีกฝั่งหนึ่ง” ซึ่งเนื้อเพลงจากหนัง The Motorcycle Diaries กล่าวถึงอีกฟากฝั่งของแม่น้ำอันมีนัยสำคัญที่เชมุ่งจะไปให้ถึง ขณะที่หนัง Al Otro Lado ได้กล่าวถึงอีกฟากฝั่งของผืนน้ำอันมีนัยสำคัญเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ Al Otro Lado กับ The Motorcycle Diaries ยังมีส่วนเชื่อมโยงถึงกันได้ตรงที่หนังเรื่องหลังเกี่ยวกับเช เกวารา วีรบุรุษของชาวละติน ขณะที่หนึ่งในฉากหลังของ Al Otro Lado คือประเทศคิวบา ดินแดนที่มีเงาร่างของเชประทับอยู่อย่างยิ่งใหญ่ โดยมีรูปภาพของเชปรากฏอยู่ในฉากหนึ่ง อีกทั้งผู้ที่แสดงเป็นเชวัยหนุ่มใน The Motorcycle Diaries คือ เกล การ์เซีย เบอร์นัล นักแสดงดาวรุ่งชาวเม็กซิกัน สัญชาติเดียวกับผู้กำกับฯเรื่อง Al Otro Lado

ที่ยกข้อมูลปลีกย่อยมากล่าวถึงทั้งที่ไม่ได้เกี่ยวกับเนื้อหาของหนังโดยตรงเพื่อชี้ให้เห็นว่า หนังจากกลุ่มผู้สร้างชาวละตินมักจะมีแง่มุมที่เชื่อมโยงเกี่ยวพันกันเช่นนี้ ไม่ว่าจะโดยคติความเชื่อ ประวัติศาสตร์หรือพื้นฐานรากเหง้า รวมทั้งกระบวนการผลิตที่มีการหมุนเวียนบุคลากรและร่วมมือกันในหลายระดับจนเห็นได้ชัดเจน ต่างจากหนังของผู้สร้างในภูมิภาคอื่น และนอกเหนือเหตุผลของการร่วมมือกันสร้างของบริษัทหนังจากหลายประเทศซึ่งนิยมทำกันในปัจจุบัน

Al Otro Lado เล่า 3 เรื่องราวเกี่ยวกับเด็กที่ปรารถนาให้พ่อหวนคืนกลับมา เรื่องแรกเกิดขึ้นในชนบทของเม็กซิโก พริสซิเลียโน หนูน้อยวัยกำลังซน เห็นพ่อจากไปในค่ำคืนหนึ่ง แม่บอกว่าพ่อเดินทางไปอีกฝั่งหนึ่ง อีกไม่นานคงกลับมา โดยไม่บอกความจริงว่าพ่อไปทำงานในสหรัฐอเมริกา

พริสซิเลียโนอยากให้พ่อกลับมาเร็วๆ ตามที่สัญญาไว้ว่าจะพาเขาไปเที่ยวสวนสนุกในวันเกิด เขาจึงพยายามหาทางไปตามพ่อ ทั้งที่ไม่รู้ว่า “อีกฝั่งหนึ่ง” นั้นคือที่ใด

เรื่องที่สองเกิดในคิวบา อังเคล เด็กชายแห่งเมืองฮาวาน่า ใฝ่ฝันถึงการเดินทางไปหาพ่อที่เขาไม่เคยพบหน้าในสหรัฐ เขารู้จากคำบอกของแม่แค่ว่าพ่อเป็นคนมีชื่อเสียง และมีรูปถ่ายของพ่อที่แม่ให้ไว้พกติดตัว (เป็นรูปของ โรเบิร์ต เดอ นีโร)

หลังจากทะเลาะกับแม่ที่ชอบออกไปเที่ยวกับผู้ชายไม่ซ้ำหน้า อังเคลตัดสินใจชวนเพื่อนสนิทเดินทางข้ามทะเลไปตามพ่อ โดยใช้เพียงยางรถยนต์เป็นพาหนะ

เรื่องสุดท้ายใช้ฉากโมร็อกโก ฟาติมา เด็กหญิงตัวน้อยอาศัยอยู่กับแม่ในเมืองเล็กๆ เธอเฝ้าเพียรถามแม่ว่าเมื่อใดพ่อที่จากไปทำงานยังเมืองมาลาก้า ประเทศสเปน เมื่อ 7 ปีก่อน จะกลับคืนบ้านสักที

เช้าวันหนึ่ง ฟาติมาออกเดินทางตามลำพังโดยมีจุดหมายอยู่ที่มาลาก้า และมีเพียงรูปถ่ายของพ่อเป็นแผนที่นำทาง แต่เด็กหญิงตัวคนเดียวจะเดินทางไปต่างบ้านต่างเมืองได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมีคนที่คอยคิดหาประโยชน์จากความบริสุทธิ์ไร้เดียงสาของเธอ

ทั้ง 3 เรื่องราวถูกเล่าพร้อมกันโดยตัดแบ่งแบบเรียงลำดับ 1-2-3 เรื่องหนึ่งเล่าถึงจุดหนึ่งแล้วตัดไปยังอีกเรื่องหนึ่ง โดยทั้ง 3 เหตุการณ์แยกต่างหากจากกันชัดเจน แต่ละเรื่องราวไม่ซับซ้อน เล่าเรื่องเป็นเส้นตรงด้วยตัวละครไม่กี่ตัวเหมือนหนังสั้น 3 เรื่อง จึงไม่เป็นปัญหาต่อการติดตามชมเช่น Babel ซึ่งอาจต้องใช้เวลาจับต้นชนปลายพอสมควร

เห็นได้ว่าจุดร่วมของเรื่องราวคือตัวละครเด็กที่ปรารถนาจะได้พบพ่อ ต้องการเดินทางไปยังดินแดนที่อยู่อีกฟากฝั่งหนึ่งของผืนน้ำเพื่อตามพ่อกลับมา เรื่องแรกในเม็กซิโกกับเรื่องที่สามในโมร็อกโกจะคล้ายคลึงกันตรงที่พ่อผู้เป็นหัวหน้าครอบครัวเดินทางไปทำงานในดินแดนที่เจริญกว่าอย่างสหรัฐอเมริกาและสเปน ขณะที่เรื่องที่สอง แม้ตัวละครเด็กจะขาดพ่อด้วยเหตุที่ต่างจากอีก 2 เรื่องราว แต่ดินแดนที่เขาเข้าใจว่าพ่ออาศัยอยู่ก็คือสหรัฐอเมริกาเช่นกัน

สิ่งที่หนังสะท้อนออกมาจึงมีทั้งประเด็นที่กว้างใหญ่อย่างประเด็นทางสังคม กับประเด็นที่เล็กกว่าแต่สำคัญไม่แพ้กันอย่างครอบครัว การเคลื่อนไหลของผู้คนจากชาติยากจนสู่ประเทศที่ร่ำรวยกว่าเช่นที่เห็นในหนัง นำมาสู่ปัญหาแรงงานต่างด้าว การลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย หรือหากขยายวงให้กว้างและลึกขึ้น นี่คือที่มาของปัญหาแรงงานซึ่งก่อให้เกิดความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ จนกลายเป็นปัญหาที่ถกกันในระดับประเทศอยู่เสมอ

แม้ในด้านหนึ่ง ดินแดนอย่างสหรัฐอเมริกากับสเปนอาจจะเป็นดินแดนแห่งโอกาส เป็นบ่อเงินบ่อทองสำหรับคนทุกข์ยากจากต่างแดน แต่ขณะเดียวกัน ดินแดนเช่นนี้ก็มีอิทธิพลรุนแรงต่อชาติเล็กๆ ที่อยู่ใกล้เคียง โดยดูดกลืนผู้คนจำนวนมาก พลัดพรากครอบครัว และทุบทำลายคุณค่าความดีงามที่เคยมีอยู่ก่อนเก่า

การคุกคามของชาติตะวันตกถูกสื่อในเรื่องราวแรกด้วยตำนานเม็กซิกันพื้นเมืองที่พ่อเล่าให้พริสซิเลียโนฟัง เกี่ยวกับเจ้าหญิงผู้งดงามถูกทหารสเปนจับตัวไป นางร้องไห้จนรอบตัวกลายเป็นทะเลสาบ ก่อนจะทิ้งตัวลงไปในน้ำเพื่อจบชีวิตตนเอง ซึ่งทหารสเปนใจร้ายจากตำนานนี้สามารถเชื่อมโยงไปยังเรื่องที่สามที่ฟาติมาถูกจับไปขายในสเปน

ด้วยผู้สร้างอย่าง กุสตาโว โลซา ซึ่งทั้งกำกับฯและเขียนบทเป็นชาวเม็กซิกัน รายละเอียดในบทภาพยนตร์จากเรื่องราวแรกที่ใช้ฉากหลังเป็นเม็กซิโกจึงมีมากกว่าอีก 2 เรื่องอย่างเห็นได้ชัด นอกจากตำนานพื้นเมืองแล้ว ฉากที่พริสซิเลียโนเข้าไปในร้านเหล้าเพื่อถามปู่ว่าจะเดินทางไปอีกฝั่งหนึ่งได้อย่างไร ปู่ได้สาธยายถึงวิธีการเดินทางอันหลากหลาย ทั้งแอบขึ้นรถบรรทุกสินค้า เดินข้ามทะเลทราย ว่ายน้ำ

คำบอกเล่าของปู่คือเรื่องจริงเหนือพรมแดนเม็กซิโก-สหรัฐมาช้านาน เป็นที่รู้กันว่าตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 ชาวเม็กซิกันจำนวนมากอพยพข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมายเพื่อไปเป็นกรรมกรในสหรัฐ คนเหล่านี้ถูกเรียกว่าพวก “หลังเปียก” (wet backs) เพราะใช้วิธีลอบข้ามแม่น้ำริโอ แกรนด์ (ฝั่งเม็กซิโกเรียกว่าแม่น้ำริโอ บราโว)

และคงไม่บังเอิญที่หนังให้ปู่ผู้เป็นคนจัดการพาพ่อเดินทางข้ามพรมแดน สวมเสื้อแจ๊คเก็ตที่มีโลโก้ทีมอเมริกันฟุตบอลนิวอิงแลนด์ แพทริออตส์ ซึ่งนิวอิงแลนด์คือหนึ่งในดินแดนตั้งต้นในการสร้างชาติสหรัฐ

สำหรับเรื่องที่สองซึ่งแตกต่างออกไปนั้น เนื้อหาที่เกี่ยวกับเด็กผู้เกิดมาโดยไม่รู้ว่าพ่อเป็นใคร เขาพยายามข้ามทะเลไปสหรัฐ ก่อนที่แม่จะปลอบประโลมว่า ตา แม่ และลูก คือครอบครัวเดียวกัน และเรามีกันอยู่แค่นี้ เหมาะสมเหลือเกินที่ใช้ฉากหลังเป็นคิวบา ประเทศที่ตั้งตนเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐมาตลอดหลายทศวรรษ

ฉากที่เพื่อนของอังเคลบอกว่าถ้าไปถึงสหรัฐจะเห็นเทพีเสรีภาพโดดเด่นเป็นสง่า ไม่กี่วินาทีจากนั้นมีคลื่นใหญ่ซัดจนเด็กทั้งสองตกน้ำ กับฉากใกล้จบที่ตาและแม่ขับรถไปตามอังเคล ภาพระยะไกลเห็นรูปปั้นของฟิเดล คาสโตร ผู้นำคิวบา ตั้งตระหง่านอยู่ริมทาง จึงมีความหมายเปรียบเทียบกันโดยตรงว่าการเดินทางไปยังฝั่งที่ว่ากันว่าเป็นดินแดนแห่งเสรีภาพนั้นเต็มไปด้วยความเสี่ยง ต่างจากฝั่งที่เป็นบ้านเกิดเมืองนอน

แม้ที่กล่าวมาทั้งหมดจะเป็นประเด็นทางสังคมซึ่งค่อนข้างกว้าง แต่จุดที่หนังทำได้ดีไม่แพ้กันคือ ภาพความสัมพันธ์ภายในครอบครัว ความอาวรณ์โหยหาของเด็กๆ ที่ต้องการพ่อ ซึ่งเด็กทั้ง 3 คน จาก 3 เรื่องราวต่างทำหน้าที่ได้สุดวิเศษ ส่วนที่โดดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือ ความงดงามของงานด้านภาพซึ่งจับบุคลิกของแต่ละเมืองแต่ละสถานที่ได้อย่างแม่นยำ

และแม้ว่าหนังจะสื่อสารในประเด็นที่ค่อนข้างเคร่งเครียด แต่โทนหนังกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น อ่อนโยน ทั้งยังให้ความหวังอย่างเต็มที่

ที่มาจากหนังสือพิมพ์

เว็บของหนัง
http://www.decine.com.mx/newsite/alotrolado/home.htm