Fracture ทุกอย่างล้วนมีรอยร้าว

Home / วิจารณ์หนัง / Fracture ทุกอย่างล้วนมีรอยร้าว


หลายคนตั้งหน้าตั้งตารองานดีๆ จาก แอนโทนี่ ฮอปกินส์ หลังจากที่ครั้งหนึ่ง เขาเคยสร้างความประทับใจอย่างล้นเหลือจากบท “ฮันนิบาล เล็กเตอร์” ฆาตกรอัจฉริยะจากหนังเรื่อง “The silence of the lambs” (1991), “Hannibal” (2001) และ “Red dragon” (2002) มาแล้ว

แล้ววันนั้นก็มาถึง เมื่อนักแสดงเจ้าบทบาทคนนี้ กลับมารับบทฆาตกรสมองเฉียบอีกครั้งใน Fracture หนังเรื่องล่าสุดของเขา ที่กำกับการแสดงโดย เกรเกอรี่ ฮ็อบลิท โดยแอนโทนี่สวมบทบาทเป็น “เท็ดด์” ผู้ชายที่ปลิดชีพภรรยาตัวเอง เพราะจับได้ว่าเธอมีชู้ เสร็จภารกิจ เขาก็สารภาพกับเจ้าหน้าที่เสียด้วยว่าตูข้านี่แหละเป็นคนทำ แต่อนิจจา พยายามแค่ไหน ตำรวจก็หาหลักฐานการฆ่าไม่ได้สักที แล้วอย่างนี้จะลงโทษฆาตกรได้อย่างไรล่ะ?

แต่มนุษย์ก็คือมนุษย์ ฉลาดแค่ไหนก็ย่อมมีช่องโหว่ให้แทงทะลุไม่มากก็น้อยมิใช่หรือ? ไม่เช่นนั้น แอนโทนี่ในคราบของ “เท็ดด์” คงไม่เอ่ยออกมาหรอกว่า

มองดีๆ แล้วคุณจะรู้ว่าทุกอย่างล้วนมีรอยร้าว ที่ไม่ช้าก็เร็วจะแตกออก

ในเรื่องนี้ ดารารุ่นเก๋าอย่างแอนโทนี่ยังคงมาดยียวนและแสดงออกด้วยท่าทางจิต ได้ดีเหมือนเดิม ซึ่งก็สมกับดีกรีเจ้าของรางวัลออสการ์ (จาก “The silence of the lambs”) เลยทีเดียว แต่ที่น่าสนใจไม่แพ้กันก็คือ นักแสดงรุ่นหนุ่มอย่าง ไรอัน กอสลิ่ง ที่มารับบท “วิลลี่ บีชัม” ทนายหนุ่มที่ทั้งเก่งและเฉียบไม่แพ้กัน โดยเขามีอันจะต้องมาทำคดีเท็ดด์ฆ่าเมียอย่างไม่ค่อยจะเต็มใจเท่าไหร่นักในตอนแรก

แล้วจะมีอะไรสนุกไปกว่าการได้เห็น 2 ดาราที่ได้เข้าชิงออสการ์ (ไรอันได้เข้าชิงจากหนัง Half Nelson ในปี 2006) มาประชันบทบาท และ 2 ตัวละครสุดหลักแหลมมาปะทะฝีมือกันอีกเล่า?

อย่าเพิ่งตกใจ ถ้าคำตอบคือ ยังมี เพราะการสืบหาว่าฝ่ายหนึ่งซ่อนหลักฐานไว้ที่ไหน และการที่ฝ่ายนั้นคอยท้าทายแกมกวนประสาทว่า “หาไปเถอะ ให้ตายเอ็งก็ไม่มีวันเหนือชั้นกว่าข้าหรอก” ที่ว่าเผ็ดมันเหลือจะกล่าวแล้ว ก็ยังไม่ใช่เสน่ห์สุดท้ายของหนังเรื่องนี้

การที่หนังค่อยๆ เผยให้เห็นด้านมืดด้านสว่างของตัวละครทั้งสองต่างหากล่ะ ที่เราเห็นว่าเป็นสิ่งที่น่าทึ่งอีกประการของ “Fracture” โดยเฉพาะตัวละครที่รับบทโดยไรอัน ที่ต้องต่อสู้กับด้านมืดภายในจิตใจของตัวเอง ยิ่งหนังไม่ได้ให้ภาพเขาเป็นพระเอกแสนดีตั้งแต่แรก คนดูยิ่งเดาไม่ออกเลยว่าสุดท้าย ชายหนุ่มจอมทะเยอทะยานคนนี้จะเลือกอะไร ระหว่างชื่อเสียง และความถูกต้อง

ข้อนี้อาจฟังดูเป็นพล็อตเกลื่อนๆ ที่พบได้ในหนังทั่วไปก็จริง แต่ฝีมือของนักแสดงหนุ่มและคนเขียนบทก็ส่งให้ประเด็นที่ดูแตกต่างและเหนือชั้นกว่าหนังเรื่องอื่นๆ ที่เคยมีมา

ยิ่งฉากสำคัญที่ทนายหนุ่มต้องตัดสินใจเลือกระหว่างชื่อเสียง และความถูกต้อง อย่างที่ว่าไปข้างต้น ยิ่งชวนให้คนดูขบคิดตามว่า สิ่งที่เขาเลือกแท้จริงแล้ว นำมาซึ่งชัยชนะหรือความพ่ายแพ้แก่ตัวเขาเองกันแน่

ในแง่ของการเป็นหนังสืบสวนสวบสวน ไปดูเรื่องอื่น สิ่งที่ติดอยู่ในสมองผู้ชมยามออกจากโรง อาจเป็นการขบคิดว่ ฆาตกรหลอกคนอื่นได้อย่างไร ปมต่างๆ ที่ผูกไว้เป็นเหตุเป็นผลหรือไม่ แต่สำหรับหนังเรื่องนี้ สิ่งที่สร้างอารมณ์ตกค้างให้ลอยอยู่ในห้วงนึกของผู้ชมได้ แม้เดินออกมาจากโรงหนังแล้วก็คือ บรรยากาศลึกลับคลุมเครือที่ปกคลุมตัวหนังอยู่ตลอดทั้งเรื่องนั่นเอง

เป็นอารมณ์ที่บรรยายไม่ถูก รู้แต่ว่านี่แหละ เสน่ห์อย่างร้ายกาจอีกอย่างของ “Fracture”

ติดอยู่อย่างเดียวว่า บทสรุปของหนังและการคลี่คลายปมอาจจะไม่ถูกใจทุกคนก็ได้ แต่ก็อย่าได้แปลกใจไป เพราะมันก็เป็นอย่างที่ตัวละครในหนังบอกนั่นแหละ

ว่ามองให้ดี ก็จะเห็นว่าทุกอย่างล้วนมีรอยร้าว

ที่มาจากหนังสือพิมพ์