สวยลากไส้ ว่าที่หนังตำนาน ในอนาคต

Home / วิจารณ์หนัง / สวยลากไส้ ว่าที่หนังตำนาน ในอนาคต

หนังจอกว้าง
ณัฐพงษ์ โอฆะพนม


มีหนังประเภทหนึ่งที่เรียกกันว่าหนังคัลต์ (Cult Movies) ซึ่งเริ่มปรากฏให้ได้รู้จักกันเมื่อ20 กว่าปีที่ผ่านมา โดยนักวิจารณ์ชื่อแดนนี เพียรี (Danny Peary) เขียนเอาไว้ในซีรีส์หนังสือของเขาชุดCult Movies เมื่อปี1981?

แต่ก็ใช่ว่ามิสเตอร์เพียรีจะเป็นคนบัญญัติศัพท์นี้ไว้ซะทีเดียว เพราะถ้าย้อนหลังกลับไป 10 ก่อนหน้านั้น คำว่า cult movies ก็ถูกนำมาใช้ในวงการหนังแล้ว(เนื่องจากหนังคัลต์ส่วนใหญ่มาจากยุค1970s)…หนังคัลต์เป็นได้ทุกแนว ตั้งแต่หนังผีสยองขวัญสั่นประสาท, หนังไซไฟ, หนังเพลง, หนังตลก หรือแม้กระทั่งหนังรัก เพียงแต่ว่ามันต้องผ่านห้วงเวลามาชั่วระยะหนึ่งในการพิสูจน์ตัวเอง แม้ในตอนนี้อาจจะไม่เป็นที่ยอมรับของผู้ชมสักเท่าไรนัก แต่ในวันข้างหน้ามันอาจจะเป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมบางกลุ่ม และหลงใหลถึงขั้นเหนียวแน่นกลายเป็นแฟนพันธุ์แท้ไปเลยก็ได้ ตัวอย่างหนังคัลต์จากฮอลลีวู้ดได้แก่ Nightmare on Elm Street ที่สร้างติดต่อกันมาถึง 8 ภาค (ค.ศ.1984-2003)Friday the 13th จำนวน10 ภาค (ค.ศ.1980-2001) หรือจะย้อนกลับไปไกลกว่านั้นอย่าง Texas Chainsaw Massacre (ค.ศ.1974) ที่ถูกนำกลับมาสร้างใหม่บ่อยครั้งและแม้กระทั่งหนังที่ได้รับการกล่าวขานว่าห่วยที่สุดในโลกอย่าง Plan 9 From Outer Space (ค.ศ.1959) และหนังที่ได้ชื่อเพี้ยนที่สุดเท่าที่เคยมีการสร้างกันมาเรื่อง The Rocky Horror Picture Show (ค.ศ.1975) และจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเรื่องไหนกล้าดำเนินรอยตาม

เช่นเดียวกับสวยลากไส้ วันนี้คนอาจมองมันเป็นแค่หนังผีเละๆ…แต่ในอนาคตข้างหน้าไม่แน่ว่ามันอาจกลายเป็นหนังฮิต หรือเข้าขั้นหนังคัลต์ (Cult) ที่มีแฟนๆคลั่งไคล้บูชามหาศาลทุกครั้งที่นำออกฉายก็เป็นได้…ที่กล้ากล่าวเช่นนี้ เพราะ สวยลากไส้ เดินมาบนแนวทางของการเป็นหนังคัลต์ (ในอนาคต) อย่างชัดเจน เริ่มจากเนื้อหาที่ไม่ได้ลุ่มลึก คมคายแฝงเร้นปรัชญา ชวนคิด (แม้จะพยายามใส่เข้าไปอยู่บ้างก็ตาม) ตรงข้ามมันกลับเสียดเย้ยพฤติกรรมและสภาพสังคมไทยเรื่องราวว่าด้วยพยาบาลสาว 6 คน และอีกหนึ่งหมอหนุ่ม ถูกผีสาวตามไล่ล่าคร่าชีวิตในโรงพยาบาลแห่งหนึ่ง พล็อตหนังมีอยู่แค่นี้จริงๆ แต่ทว่ากลับมีลีลาการเล่าเรื่องด้วยลูกเล่นหวือหวาแพรวพราว เพี้ยนหลุดโลก เริ่มจากงานโปรดักชั่นที่แสนประหลาดล้ำ โดยเฉพาะหลายๆ ฉากของโรงพยาบาลที่ออกแบบมาเพื่อแสดงให้เห็นถึงขนาดพื้นที่อันถูกจำกัด อีกทั้งเรื่องราวส่วนใหญ่ก็มักเกิดในห้องแคบๆ ตั้งแต่ห้องผ่าตัด, ห้องดับจิต, ห้องพักหมอ-พยาบาล ไปจนถึงซอกมุมต่างๆ อีกทั้งพื้นผิวของผนัง เพดานหรือแม้แต่ทางเดิน ยังออกแบบเป็นลวดลายของตารางสี่เหลี่ยม แน่นอนว่าทุกองค์ประกอบในงานกำกับศิลป์เหล่านั้น มัน คือเงื่อนไขอย่างหนึ่งสำหรับการสร้างสภาพแวดล้อม เพื่อบีบต้อนให้ตัวละครจนมุม อันจะส่งผลต่อการโน้มน้าวอารมณ์ร่วมของผู้ชมให้เอาใจช่วยตัวละครเหล่านั้น หรือบางครั้งอาจจะสมน้ำหน้าพวกหล่อนที่ตายๆ ไปซะได้ก็ดี…รวมถึงมุมกล้องที่มีการพลิกแพลงมากมายหลายช็อต น้อยครั้งนักที่เราจะเห็นมุมภาพปกติธรรมดา แต่เกือบจะทุกเฟรมใน สวยลากไส้ ถ้ากล้องไม่ถ่ายกลับหัวกลับหาง ก็อยู่ในแนวตะแคง เอียงซ้าย ป่ายขวา จับภาพมุมสูง มุมต่ำ ทุกๆ ตัวละครถ้าไม่เห็นในมุมกด ก็ปรากฏในมุมเงย อีกทั้งการจัดแสงที่ให้สีสันฉูดฉาด การเล่นกับสีและระดับความเข้มของแสง ตั้งแต่เขียวเข้มไปถึง ม่วงอมชมพูในฉากสยองขวัญ และค่อยๆผ่อนคลายกลายเป็นสีชมพูสว่าง หรือส้มอมเหลืองเน้นโทนสดใสในฉากรักกุ๊กกิ๊ก ตลอดจนการใช้ทิศทางของแสงเงาเพื่อเล่นกับอารมณ์หวาดผวาในฉากต่างๆ

นอกจากนี้ตัวละครทุกตัวในสวยลากไส้ ยังเพี้ยนสุดขั้วกับพฤติกรรมพิลึกพิลั่น ตั้งแต่พยาบาลสาวทั้ง6 ไม่ว่าจะเป็น เอ๊ะ กัญญารัตนเพชร ผู้ทำตัวไฮโซและชื่นชอบของแบรนด์เนมถึงขั้นตัดรูปเครื่องประดับจากหน้านิตยสารมาติดตามร่างกาย ยิ้ม โอซาแวง บ้าออกกำลังกายขนาดหนักถึงขนาดฉายสไลด์ภาพสเก็ตช์กล้ามเนื้อลงบนเรือนร่าง แล้วใช้ดินสอขีดตามแนวแล้วก็ฟิตๆๆ จนกว่าเนื้อหนังจะเฟิร์มดั่งใจ แอม และอร (อำไพวรรณ-อำไพรัตน์ เตชะภูวภัทร) ฝาแฝดสาวที่โลกส่วนตัวของพวกเธอคือการแอบไปหลงใหลชื่นชมในเรือนร่างของกันและกัน โจ้ ดลรสเดชะปทุมวัน สาวปากสวยที่กินๆๆได้ไม่หยุดแม้ขณะแปรงฟัน นุก ชิดจันทร์รุจิพรรณ สาวน่ารักที่เฝ้าฝันถึงชีวิตครอบครัวผู้พกพา (ถึงขั้นสะสม) และแอบใช้เครื่องตรวจตั้งครรภ์ทุกเวลาที่มีโอกาส หรือแม้แต่ผีสาว ตาหวาน ชลวจนานนท์ ที่ภาพลักษณ์ตรงข้ามกับผีทั่วไปที่หลายคนคุ้นเคย ด้วยเนื้อตัวสีดำเมื่อม ผมยาวสลวยสีน้ำตาล โพสท่าดั่งนางพญาทุกครั้งที่ปรากฏตัว กระทั่งตัวละครอย่าง ต้า วิชญจารุจินดา หมอหนุ่มที่เจ้าชู้ไม่เลือกหน้า และบางคราก็ดูว่าน่าจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบนทางเพศ ไม่เว้นแม้แต่ตัวละครสมทบอย่างผู้อำนวยการแห่งโรงพยาบาลอภัยธรรม (ญาณี ตราโมท) และภรรยา รวมทั้งหมอคนอื่นๆ ที่พฤติกรรมของทั้งคู่ก็หาได้ปกติเยี่ยงคนธรรมดา ซึ่งลูกเล่นลีลาของความไม่สมจริงทั้งหมดใน สวยลากไส้ ทำให้มันน่าจะเข้าข่ายหนังคัลต์ในอนาคต (ถ้าเผอิญมีคนที่ชื่นชอบมันในปริมาณมากพอ) ที่สำคัญ คือความสยดสยองชวนสะอิดสะเอียนที่มีล้นท่วมจอ (ที่อาจทำให้ผู้ชมหลายคนเกลียดมันมากๆ ในเวลานี้) ไม่ว่าจะเป็นฉากกินกลืนใบมีดผ่าตัดจนปากหลุดหายไปแถบของพยาบาล โจ้ เห็นลิ้นกระเด็นตกพื้นดิ้นกระดุกกระดิกหรือฝาแฝด แอม-อร ใช้เลื่อยบั่นแขนขากันและกันไม่เว้นกระทั่งภาพหัวหลุดจากบ่าเลือดพุ่งกระฉูด แม้ทั้งหมดนี้เป็นภาพความน่าขยะแขยง ไร้ความเจริญตา แต่มันก็อาจเป็นเรื่องน่าอภิรมย์ของคนกลุ่มหนึ่ง ที่สามารถหยิบขึ้นมาดูได้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าในวันข้างหน้า (ในรูปแบบวีซีดี, ดีวีดี)

แม้ตอนนี้ยังไม่อาจพูดได้ว่า สวยลากไส้ น่าชื่นชมหรือน่าชิงชัง เพราะในรอบที่ผมดู มี่ทั้งคนเดินออกจากโรงกลางคัน และคนที่ไม่ลุกจากเก้าอี้นั่ง แม้กระทั่งหนังจบและเครดิตท้ายกำลังขึ้น ข้อผิดพลาดสิ่งเดียวของ สวยลากไส้ น่าจะเป็นอาการกล้าๆ กลัวที่จะเดินไปสู่ความเป็นหนังสยองขวัญอย่างสุดขั้ว ตามรอยหนังคัลต์ไตรภาครุ่นพี่อย่าง Evil Dead (ค.ศ.1981-1992)หรือ Halloween (ค.ศ.1978-2007) ที่ปีนี้สร้างออกมาเป็นตอนที่ 9 แล้ว เพราะมัวแต่พยายามสร้างชั้นเชิงของการเล่าเรื่อง พะวงแต่กับการหาจังหวะหักมุมเพื่อให้คนดูคาดไม่ถึง จนกลายเป็นความประดักประเดิด ที่ทำให้มันไปไม่สุดทางของความสยองแบบ สวยลากไส้ สักที

ที่มาจากหนังสือพิมพ์