Love and Honor วันหนึ่งๆของซามูไร

Home / วิจารณ์หนัง / Love and Honor วันหนึ่งๆของซามูไร

Film
นางสาวรื่นรมย์


ส่วนใหญ่คนภายนอกอาจรู้จักญี่ปุ่นจาก วาซาบิ ซูชิ เพลงป๊อป แอนิเมะ และความทันสมัยทางเทคโนโลยีของญี่ปุ่นยุคใหม่ และรู้จักญี่ปุ่นจากซามูไรในหนัง เป็นนักรบเก่งกล้า มีวิถีที่เป็นเสมือนศาสนาและความเชื่อสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น ภาพของซามูไรในหนังจึงมักเสนอความยิ่งใหญ่ ศักดิ์ศรีและภูมิปัญญาของบรรพบุรุษชาวแดนอาทิตย์อุทัย แต่ในหนังของผู้กำกับวัยหลังเกษียณอย่าง โยจิ ยามาดะ ซามูไรเป็นอีกชีวิตหนึ่ง เป็นปุถุชนที่ต้องต่อสู้กับความขัดแย้งภายใน ไปพร้อมๆ กับการดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

ยามาดะ ได้เปิดตำนานชีวิตสามัญชนในเชิงลึกของซามูไรบนแผ่นฟิล์มกับ Twilight Samurai ปี 2001 และ Hidden Blade ปี 2004 ตามด้วย Love and Honor ปี 2006 ที่กำลังออกฉายในบ้านเรา เป็นหนังปิดไตรภาคเรื่องราวสะท้อน ‘วันหนึ่งๆ’ ของซามูไร แม้ตัวละครในหนังทั้งสามเรื่องจะไม่ได้เกี่ยวพันกันก็ตาม

ใน Love and Honor เล่าเรื่องของซามูไรหนุ่ม ระดับหางแถวชื่อ ชินโนโจ มิมูระ (รับบทโดย ทาคูยะ คิมูระ) ผู้ทำหน้าที่ชิมอาหารในบ้านของโชกุน แลกกับค่าตอบแทนเป็นข้าวที่สามารถทำให้เขาและภรรยาเลี้ยงชีพได้ไม่ขัดสน แต่แล้ววันหนึ่งโชคชะตาก็พลิกผัน อาหารที่มิมูระชิมกลับเป็นพิษ เขากลายเป็นซามูไรตาบอด และไม่สามารถทำงานเลี้ยงชีพได้ต่อไป รวมทั้งความฝันที่อยากจะเปิดโรงเรียนสอนวิชาดาบซามูไรในวิถีของเขาเองนั้นก็พลอยดับวูบลงไปด้วย

คาโยะ (เร แดน แสดง) ภรรยาคนสวยของเขา จึงทนนิ่งดูดายไม่ไหว แต่การดิ้นรนช่วยเหลือครอบครัวและสามีกลับเป็นทางเดินที่ก่อรอยร้าวให้กับชีวิตคู่ นอกจากมิมูระต้องต่อสู้กับความรู้สึกหมดหวังและสิ้นหวังกับความพิการของตัวเอง เขายังต้องเผชิญกับภาวะของความเครียด หึงหวงและอับอาย ความหวังทั้งมวลถูกทลายไป ในใจเหลือเพียงความแค้น นำไปสู่การดวลดาบกับชายผู้ฉกฉวยโอกาสรังแกภรรยาเขา เพื่อล้างแค้นและล้างรอยด่างในใจ

โดยตัวเรื่องอาจเป็นเพียงการเข้าใจผิดของผัวเมีย และการแก้แค้นเพื่อขจัดมลทินในใจ แต่เนื้อในหนังเล่าถึงรายละเอียดชีวิตประจำวันของคนในยุคสมัยเอโดะ (ค.ศ.1603 ถึง ค.ศ.1868) ซึ่งอำนาจปกครองประเทศญี่ปุ่นอยู่ในมือของโชกุนตระกูลโตกุงาว่า ก่อนจะถูกราชวงศ์เมจิ ยึดอำนาจปกครองคืนมา ชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ในสมัยเอโดะใช้ชีวิตตามชนบทอย่างเรียบง่าย และหนังได้ถ่ายทอดภาพนั้นผ่านชีวิตประจำวันอาหารการกิน ที่มีเพียงข้าวและต้มเผือกต้มมันเป็นกับข้าว การจะได้ลิ้มชิมรส ซาซิมิ หรืออาหารทะเลสดๆ นั้น ต้องเป็นระดับขุนนาง และบรรยากาศบ้านเมืองก็สวยงามแบบเรียบง่ายเช่นกัน

ความเงียบ และความสงบเสงี่ยมของผู้คนคือสิ่งที่จับใจโยจิ ยามาดะ ผู้กำกับเรื่องนี้ และเขาต้องการถ่ายทอดภาพของญี่ปุ่นในอดีตในมุมนี้ ไม่มีท่าทางแบบแอนิเมะ ไม่มีภาพแยกจอหรือการตัดต่อเลื่อนสไลด์หวือหวาแบบการ์ตูนช่องมังงะ ไม่มีภาพระยะไกล แสดงความอลังการหรือภาพอันชวนตื่นตะลึง มีเพียงภาพในระดับสายตา ภาพที่เห็นตัวละครในระยะกลาง ฉากหลังเป็นบ้านกระดาษสา สภาพแวดล้อมมีต้นไม้ใบหญ้า เตาถ่านกับกาต้มชา

และดาบซามูไรที่ปรากฏในแต่ละฉาก ไม่ได้มีไว้อวดอำนาจ แต่มีไว้กอบกู้เกียรติยศศักดิ์ศรีของซามูไรระดับสามัญ ผู้ต้องการเพียงความสงบในใจและการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายเท่านั้นเอง

ความโรแมนติกของหนัง จึงไม่ได้วางอยู่ที่ความรักและความเข้าใจของคู่สามีภรรยามิมูระ แต่อยู่ที่ความสัมพันธ์ของผู้คนในสภาพสังคมที่มีระดับของชนชั้นชัดเจน (ศักดินา) ความสัมพันธ์ของซามูไรปลายแถว กับขุนนางระดับผู้ปกครองท้องถิ่น และชาวนาผู้รับใช้ซามูไร เป็นไปตามครรลอง การก้มหัวยอมรับศักดินาเหล่านั้น มาจากความเชื่อและศรัทธาในระบบ และตัวตนของปัจเจกที่พวกเขาวัดกันจากศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของแต่ละคนด้วย

หมายเหตุ :หนังฉายเฉพาะโรงภาพยนตร์ ลิโด้ สยามสแควร์เท่านั้น เริ่ม 14 มิถุนายน เป็นต้นไป

ที่มา เสาร์สวัสดี