Arthur and the Minimoys เทพนิยายสไตล์เอ็มทีวี

Home / วิจารณ์หนัง / Arthur and the Minimoys เทพนิยายสไตล์เอ็มทีวี

Film
นางสาวรื่นรมย์


เพราะผู้กำกับเป็นชาวฝรั่งเศส นายทุนที่สร้างก็เป็นฝรั่งเศสหนังจึงได้สัญชาติฝรั่งเศส แต่หนังใช้ภาษาอังกฤษและเรื่องราวเกิดขึ้นในอเมริกา ลุค เบซง อำนวยการสร้างและกำกับหนังเรื่องนี้ ดัดแปลงบทมาจากวรรณกรรมเยาวชนไตรภาค ที่เบซงเป็นคนเขียนเอง Arthur and the Minimoys เป็นภาคแรกของฉบับภาพยนตร์ ที่เบซงประกาศไปแล้วว่าจะสร้างอีกให้ครบไตรภาคเหมือนฉบับหนังสือ

ชื่อหนังอาจจะชวนนึกถึงตำนานยุโรปยุคกลาง และเทพนิยายกล่อมเด็กว่าด้วยภูติจิ๋วในสวนหลังบ้าน แต่ เรื่องราวของเด็กชายอาเธอร์กับบรรดาชนเผ่ามินิมอยส์ ที่คอยปกป้องสมบัติใต้ดินในสวนหลังบ้านของเขา เกิดขึ้นในคอนเนตทิคัต อเมริกา ราวๆ ยุค 50 สมัยที่คนตะวันตกยังฝันถึงโลกแปลกประหลาดลี้ลับและการผจญภัย ในแอฟริกา

หนังเปิดเรื่องด้วยการแนะนำให้รู้จักกับอาเธอร์ (เฟรดดี้ ไฮมอร์ ดาวรุ่งจาก Finding Neverland และ Charlie and the Chocolate Factory) เด็กชายวัย 10 ขวบ ผู้แสนฉลาด และหลงใหลเรื่องราวผจญภัยที่คุณตานักแสวงหาของเขาเล่าไว้ในบันทึกหน้ากระดาษ อาเธอร์อยู่กับยาย (มีอา ฟาร์โรว์ แสดง) และเจ้าตูบชื่ออัลเฟรด เพราะคุณตาหายตัวไปนานหลายปี ทุกคนเข้าใจว่าเขาไปท่องโลกในแดนห่างไกล ส่วนพ่อแม่ของอาเธอร์เดินทางไปทำงานที่เมืองอื่น ระหว่างนี้เอง มีเจ้าหนี้มาขู่จะยึดบ้าน อาเธอร์จึงพยายามหาทางค้นหาสมบัติที่ตาทิ้งไว้ในสวนหลังบ้าน เขาแกะรอยปริศนาตามบันทึก และกลายเป็นมนุษย์จิ๋ว หลุดลงไปในโลกของชาวมินิมอยส์ เพื่อเดินทางค้นหา

แต่การลงไปสู่โลกของมินิมอยส์ นอกจากจะหาสมบัติมากู้บ้านแล้ว อาเธอร์ยังกลายเป็นฮีโร่จำเป็น ช่วยเผ่าพันธุ์คนจิ๋วให้รอดจากเงื้อมมือ มัลธาซาร์ มารร้ายจอมโลภที่อยากครองดินแดนใต้ผืนพิภพแต่เพียงผู้เดียว

ในทางเทคนิค หนังแบ่งเป็นสองส่วน คือส่วนที่เป็นนักแสดงจริงบนโลกมนุษย์ และส่วนที่เป็นดินแดนใต้ผืนพิภพที่ใช้ภาพแอนิเมชันสีสดถ่ายทอดเรื่องราว กระทั่งตัวละครที่เป็นมนุษย์ เมื่อหลุดลงไปในโลกเบื้องล่าง ก็จะกลายร่างเป็นเผ่าพันธุ์ตัวจิ๋วฉบับแอนิเมชันด้วย

แต่จะด้วยอารมณ์ของ ลุค เบซง เจ้าของงานคลาสสิกแบบเป็นเอกลักษณ์ส่วนตัวในอดีตอย่าง Big Blue,La Femme Nikita,Subway และ The Fifth Element ก่อนจะหันมาเป็นป๋าดันหนังแอ็คชั่นลูกครึ่งเอเชียยุโรปอย่าง The Transporter, Kiss of the Dragon ในช่วงหลายปีหลัง

Arthur and the Minimoys จึงมีบรรยากาศของหนังแอ็คชั่นระดับไฮออคเทน แม้จะเป็นแอนิเมชันคอมพิวเตอร์กราฟฟิก แต่การตัดต่อและจังหวะของหนังในช่วงฉากที่ อาเธอร์กับเจ้าหญิงเซลีเนีย แห่งเผ่ามินิมอยส์ บุกตะลุยเข้าไปค้นหาสมบัติและกำจัดจอมมารมัลธาซาร์ (อารมณ์ประมาณ โฟรโด กับพลพรรคมนุษย์ เอลฟ์และฮอบบิท หาญกล้าลุยถิ่นมอร์ดอร์ของจอมอสูรโซรอน ใน Lord of the Rings) จึงตื่นเต้นเร้าใจ สู้แบบยิบตา ชนิดที่กะพริบตาถี่ๆ จนลืมหายใจก็ยังเก็บรายละเอียดชอตต่อชอตของภาพไม่ทัน

นอกจากจังหวะเร่งเร้า องค์ประกอบอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงดนตรี เพลงประกอบ (มีทั้งป๊อป ร็อค อิเล็กทรอนิกส์ ฮิพฮอพ จากผลงานของ อีริก แซร์รา คนทำดนตรีคู่บุญของเบซง) และตัวละครสมทบเพิ่มสีสัน อย่างฉูดฉาด คละเคล้าระหว่างความสับสนอลหม่านกับความบันเทิงที่ขาประจำโรงหนังป๊อปคอร์นคุ้นเคยดี การสู้รบระหว่างมนุษย์จิ๋วกับฝ่ายมาร ซึ่งมีหลอดกาแฟ ที่กลายเป็นท่อส่งน้ำขนาดมหึมาชี้ชะตากรรมของชนเผ่า และไข่แมลงลูกกลมสีแดง เป็นอาวุธในการต่อสู้ และสถานที่เกิดเหตุตะลุมบอน รวมถึงบาร์สไตล์จาไมก้า มีดีเจสแครทช์แผ่น และพี่เบิ้มคุมบาร์ชื่อ แม็กซ์ (สนู๊ป ด็อกก์ พากย์) ทั้งสำเนียง ลีลาอันยียวน และบรรยากาศ บวกกับท่าทางร้าย เลิศ เชิดหยิ่ง ทั้งหลงอำนาจและหลงตัวเองของจอมมาร มัลธาซาร์ ที่มี เดวิด โบวี่ เป็นคนพากย์ ขณะที่ป๊อปซูเปอร์สตาร์อย่าง มาดอนน่า เอาบุคลิกกร้าวแกร่งของเธอมาใส่ไว้ในการพากย์เสียง ‘เจ้าหญิง เซลีเนีย’ ทำให้ Arthur and the Minimoys ถูกเบรกอารมณ์เทพนิยายให้กลับมาสู่ศตวรรษที่ 21

เรื่องนี้น่าจะถูกใจแฟนหนังสไตล์เอ็มทีวี แต่ถ้าเป็นแนวดิสนีย์หรือพิกซาร์อาจต้องเตรียมใจไว้สักหน่อย

ที่มา เสาร์สวัสดี